"ฟรีด้อมเทรดเดอร์"

"ฟรีด้อมเทรดเดอร์"
"การเดินทางของ Commodity Trader กาแฟสักแก้ว และก็กางเกงใน -- สำหรับโกยเงิน และสร้างความนิ่ง"

คุยกับเราใน Facebook (คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกัน สำหรับคนที่มี Facebook)

คุยกับเราใน Facebook (คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกัน สำหรับคนที่มี Facebook)
เป็นเพื่อนกัน (click เลย)... "เข้าสู่โลกของ Monkey Trade กันคร้าบ!!"

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

หลักการคร่ีาวๆของ Technical โดย Monkey Trade


หนึ่ง "No Bottom Fishing" หลักการนี้ มันฟังแล้วแสลงหูสำหรับเหล่า Value Investor ยิ่งนัก (พูดโดยนัยคือ การเล่นโดยใช้ Technical เราไม่ควรซื้อแบบราคาต่ำ "เพราะโดยปกติเมื่อราคาต่ำ ย่อมมีราคาที่ต่ำกว่า" ...ดังนั้น การซื้อต้องมีสัญญาณการขึ้นที่ชัดเจนก่อน (แม้จะเข้าในราคาสูง แต่เรามุ่งจะขายในราคาที่สูง กว่า)..(เส้น Blue ตัด Red ยิ่งมันตัด Gold ..วิ่งเข้าลุย -- ส่วน RSI ดูอัตรากำลัง "เหมือนรถ คุณต้องดูอัตราเร่ง ไม่ใช่สูงๆหรือต่ำๆดี ที่ดีคือ ความสม่ำเสมอและจังหวะ ..ยิ่งใช้ Technical ยิ่งต้องอิงธรรมชาติให้มากขึ้น การเร่งเครื่องต้องมีจัวหวะในการเหยียบคันเร่ง "ไอ้พวกเหยียบคันเร่งแบบมิด ตลอดทาง ..พวกนี้ไม่ได้แชมป์นะครับ --ไปนอนในหลุมหมดแล้ว อิ อิ!!

สอง "History Repeat itself" (ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม !! ..อย่างตอนช่วง Dot com boom ทุกคนลงทุนในบริษัทคอมพิวเตอร์ โดยไม่สนว่า บริษัทจะต้องทำกำไรหรือไม่ ..กลายเป็นความคิดที่ว่า This time is different !! เรียกปรากฏการณ์ครั้งนั้นว่า New Economy) แต่บทสรุปก็คือ ตลาด Dot com Crash!! ..ดังนั้นเมื่อความคิดที่ว่า "ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม เกิดขึ้นเมื่อไหร่ หายนะกำลังใกล้จะมาเยือนคุณ"

สาม "Price Discount Everything" ราคา(หุ้น)ที่คุณเห็นมันได้คำนวณปัจจัยที่ทุกคนในตลาดรู้หมดแล้ว ดังนั้นราคาหุ้นมันได้สะท้อนราคาข่าวสารทุกอย่างไว้หมดแล้ว "เวลาคุณเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์ หรือ สื่อ แล้วคิดว่าคุณจะเอาข้อมูลนั้นมาทำกำไร มันแทบจะเป็นไปไม่ได้"...กรณียกเว้นมีทางเดียว ก็คือ "ความกลัว และ ความโลภ" ดังนั้นทางเดียวที่คุณจะชนะตลาดได้ คุณต้องเอาชนะ Fear & Greed ให้ได้ (อ่านธรรมะบ้าง ปล่อยวางบ้าง แล้วคุณจะเข้าใจการเอาชนะ บทเรียนนี้ได้(บางครั้ง!!) )

สี่ "Price Move in Trend" ราคาหุ้นขึ้นลงเป็น cycle ไม่มีอะไรลงตลอดหรือขึ้นตลอด ..นี่เป็นที่มาของ ทฤษฏี Dow และทฤษฏี Elliott Wave (ให้มองธรรมชาติของคลื่น และกระแสน้ำ) คือ ราคาของหุ้น จะไม่ขึ้น ปี๊ด หรือ ลง ปุ๊ด เหมือน จรวด ..ดังนั้น เราจะเห็นว่าเวลาขึ้นก็จะขึ้นเป็นหยักๆเหมือนคลื่น ส่วนขาลงก็หยักๆเหมือนคลื่นเช่นกัน .."จุดนี้แหละที่หลอกบรรดามือใหม่(และมือเก๋า)ให้ติดกับได้อย่างดี"

ประเด็นที่สำคัญที่สุดของการเล่นแบบ Technical คือคุณต้องอ่าน Trend ใหญ่ขาด (คือคุณต้องรู้ว่าในภาพใหญ่ตอนนี้ตลาดอยู่ในช่วงใด "อยู่ใน Wave ใด" -- อย่างตอนนี้ถ้าถามว่าในภาพใหญ่ของตลาดหุ้น (ปี 2010) ตอนนี้ก็ยังคงอยู่ในขาขึ้น (ขาขึ้นเริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2008 และยังไม่มีทีท่าว่าจะลง)

การอ่านข่าวจริงๆ ไม่ใช่ว่าไม่จำเป็น แต่คนส่วนใหญ่ใช้แบบผิดๆ ที่ผิดไม่ใช่วิธีอ่าน (แต่เป็นการตีความต่างหาก!!) ในตลาดหุ้นขาขึ้น ข่าวเป็นตัวเร่งของราคา เพราะราคาหุ้นจะวิ่งตามข่าว ที่ขาใหญ่เป็นผู้สร้าง ดังนั้น ราคาหุ้นในขาขึ้น วิ่งตามข่าวที่สร้าง!! ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทยังไม่ได้ดีขึ้นเลย (นั่นหมายความว่า คุณซื้อข่าว ถูกไหม ไม่ใช่ซื้อหุ้น)

หลักการอีกอย่างที่ลืมไม่ได้ คือ "การ Cut Loss" ..การเล่นหุ้นโดยใช้ Technical จะมีข้อเสียตรงเรื่องของ ข้อมูล ดังนั้นรายย่อยต้องมีจุด Cut Loss ที่แน่นอน (ถ้าคุณอ่านเกมผิด ให้ถอยก่อน อย่าทำตัวเป็นไก่ตาแตกครับ!!)...ในระบบลงทุนที่มีขาใหญ่ ถ้าเราดูให้ดีจะรู้ว่า ขาใหญ่เล่นหุ้นโดยใช้ "พื้นฐาน + Technical" ..ความหมายที่ผมอยากจะบอกคือ ตลาดหุ้นไทย มีความลวงเยอะกว่าที่เราคิด --- "ราคาที่เราเห็น มันไม่ใช่ราคาที่เจ้ามือเห็น" ...ดังนั้น การเล่นหุ้นไม่ใช่เอา Technical ตั้งแล้วหว่านเล่นไปทั่วตลาด --ที่สำคัญที่สุดคือ คุณต้องรู้ในธุรกิจที่คุณลงทุน "ต้องรู้จักหุ้นของคุณ"

ใครเป็นเจ้าของ ..ใครเป็นเจ้ามือ ..Cycle ของธุรกิจเป็นอย่างไร คือ เลือกหุ้นให้น้อยตัว แต่คุณต้องรู้จริงในสิ่งที่คุณลงทุน --- "ไม่งั้นคุณจะซวยได้ง่ายๆ"

แต่ถ้าไม่ชอบศึกษา คุณไปเล่น Index หรือ Commodity "แต่ยังไงคุณก็ต้องทำการบ้านอยู่ดี ไม่มีอะไรที่จะได้มาง่ายๆ โดยปราศจากความเพียร นะครับ"

"จะรู้อะไรต้องรู้จริง" (คนรวยส่วนใหญ่รวยจากสิ่งที่เขารู้จริง ไม่ได้เกิดจากรู้ทุกสิ่ง )

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น


ภาพใหญ่ของ Commodity ตัวต่างๆ

Port จำลอง ( "Trader ลึกลับ หยง" & "Investor หมัดเมา Pat")

Port จำลอง ( "Trader ลึกลับ หยง" & "Investor หมัดเมา Pat")
นี่เป็น Port ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทดลอง ความสามารถในการ Trade ทำกำไรจากตลาด Commodity (น้ำตาล No.11) ซึ่งแน่นอนเป็นการวัด Performance ในระยะยาว ซึ่งเราจะ Update มาใน Link ให้ดูเรื่อยๆครับ

ย้อนรอยตลาดหุ้นไทย 20 ปี "แห่ง Roller Coaster!!"