"ฟรีด้อมเทรดเดอร์"

"ฟรีด้อมเทรดเดอร์"
"การเดินทางของ Commodity Trader กาแฟสักแก้ว และก็กางเกงใน -- สำหรับโกยเงิน และสร้างความนิ่ง"

คุยกับเราใน Facebook (คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกัน สำหรับคนที่มี Facebook)

คุยกับเราใน Facebook (คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกัน สำหรับคนที่มี Facebook)
เป็นเพื่อนกัน (click เลย)... "เข้าสู่โลกของ Monkey Trade กันคร้าบ!!"

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ย้อนรอย SET ปี 2009 (Do you Remenber?)



ย้อนรอย SET จัดทำเพื่อย้ำเตือนของคำพูดที่ว่า "History Repeat itself!!"

(ปี 2009 ) คงไม่ต้องเอาข่าวมา Review ให้ดู เพราะผมเชื่อว่า ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ยังคงวนเวียนในความทรงจำของทุกคน "แบบ งงๆ " นั่นก็คือ เศรษฐกิจไม่เห็นจะดี การเมืองก็แย่ "แต่หุ้นวิ่งเอาวิ่งเอา" ตั้งแต่ปิดสนามบินปลายปี 2008 "นักวิเคราะห์ทุกคนฟันธงเป็นเสียงเดียวกันว่า (เน่า)..เมืองไทยเน่า ไม่ได้ผุดได้เกิดแน่"

ผ่านไปเดือนเมษา "ตูม" ปิดเมืองเผาครั้งแรก และ ก็ค่อยมาเผาจริงต้นปี 2010 ...สังเกตเห็นไหมครับว่า "ทุกอย่างดูแย่ ทำไมล่ะ" ก็เพราะสื่อที่เราดูมันบอกว่า "แย่" ดังนั้น ข่าวตลอดปี 2009 มันเลยเป็นข่าวแย่ๆ

แต่คุณรู้ไหม ผมนั่งทำงานอยู่ธนาคารกรุงเทพ ตัวเลขผลประกอยการของธนาคาร มันไม่ได้บอกเลยว่าแย่ เพราะปี 2009 ที่ทุกคนว่าแย่ แต่ธนาคารกรุงเทพทำกำไรได้มากกว่าปี 2008 อีก ..."คือจริงๆมันไม่ได้แย่ แต่ที่แย่คือ ข่าวมันแต่ เผอิญทุกคนดูแต่ข่าว เลยคิดว่าแย่ "คุณก็เลยซวยกันหมด!!" ...ปลายปี 2008 เมืองไทยเรียกได้ว่า "ขายหมูครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์"

จริงกิจการมันไม่ได้เลวร้าย แต่ที่แย่ เพราะคนรู้สึก "กลัว" นี่ไง Fear & Greed มันเข้ามาบิดเบือน กลไกราคา ทำให้ "คนที่มองทะลุ ภาพลวง จึงสามารถ เข้าไปเก็บหมูในตลาดได้"



และนี่กราฟปี 2010 ..หลายคนกำลังกลัวว่า "นี่คือ ยอดดอย..มันจะพังแล้ว รีบหนี!! รีบหนี!!" ...ผมว่าคุณลืมไปหรือเปล่าว่า "History Repeat itself!!" (นั่นก็คือ คุณต้องเข้าใจว่า จริงๆตอนนี้คุณอยู่ตรงไหน หลังจากตลาด "เลว" มาตลอด 16 ปี (แค่พุ่งมา 2 ปี แล้วคุณจะตีความว่า "ยอดดอย" No No No !! ไม่ ไม่ ไม่ (เร็วไป)

"เส้นทางนี้มันยังแค่เริ่มต้นเท่านั้น อิ อิ อิ " (เริ่มต้นมรณะรึเปล่าฟะ !!...ไม่ ไม่ !!...No No No!!)--It 's call the beginning of Asian Miracle 2 ต่างหาก "พี่น้อง!!"

ย้อนรอย SET ปี 2000 - 2008 ( 9 ปี แห่งการ "พายเรื่อในอ่าง" )



ย้อนรอย SET จัดทำเพื่อย้ำเตือนของคำพูดที่ว่า "History Repeat itself!!"

- ปี 2000(2543) ปีนี้ยังแย่ต่อ หนี้รัฐแตะ 64% ของ GDP สูงกว่าปี 2010 อีก ปีนี้ตลาดรวมดีขึ้นแต่หุ้นกลับแย่ลงวิ่งจาก 450 จุด กลับมาที่ 300 จุด -- ถึงจุดนี้เราเริ่มเสียวแล้วว่าปี 2010 หุ้นอาจกลับมาแย่ใหม่ ตรงนี้ใครดีใครได้
- ปี 2001(2544) ซวยต่ออีก "9/11" จีนเข้า WTO /ทักษิณ เป็นนายก /กำเนิด Harry Potter ตลาดไม่ไปไหน จาก 300 ลงไป 250 วิ่งไป 340 ลงมา 270 แล้วไปปิดที่ 320 สรุปว่าตลาดไม่ไปไหนเลย
- ปี 2002(2545) มือถือ Orange เข้ามาในไทย /แอ๊ด เปิดตัว คาราบาวแดง / เริ่ม RMF - LTF ลดภาษี / Game Online เริ่มฮิตในเมืองไทย Asiasoft ตลาดวิ่งจาก 320 จุด ไปสูงสุดที่ 420 จุดกลางปีและลงต่ำที่ 320 จุด ก่อนมาปิดที่ 370 จุดปลายปี
- ปี 2003(2546) ปีนี้ Roynet เจอปิดเพราะแต่งบัญชี / ซาร์ส ระบาด โรงแรมซวยกันหนัก - ก่อตั้งกองทุนวายุภักษ์พยุงหุ้น / เริ่มบ้านเอื้อาทร / หวยบนดิน ล้างใตเดิน / ครัวไทยสู่โลก /รัฐตั้งกองทุนพยุงราคาน้ำมัน / สินค้าจีนทะลักเข้าไทย หลังเปิด เอฟทีเอ / ไข้หวัดนกกระหน่ำต่อ แต่สรุปตลาดดี จาก 350 จุด วิ่งไปปิดที่ 700 จุด ปลายปี
- ปี 2004(2547) ปีนี้ IPOD เริ่มตีตลาด / orange ทิ้งตลาดไทย / เริ่มวิกฤตราคาน้ำมัน / สุวรรณภูมิดันราคาที่ดินพุ่ง / สึนามิถล่มไทย สรุปหุ้นผันผวนมาก จาก 700 จุด ลงมาต่ำที่ 590 จุด วิ่งไปปิดที่ 680 จุดปลายปี วิ่งไปวิ่งมา ไม่ได้อะไรเลย ฮ่า ฮ่า
- ปี 2005(2548) ปี นี้วุ่นวานตามปกติ เจริญ ซื้อ โออิชิ / น้ำมันเริ่มแรง บอนด์น้ำมันขายดี เริ่มกระแสพลังงานทดแทน / เกาหลี ฟีเวอร์ถือกำเนิด หุ้นจากต้นปี 680 จุด วิ่งไปที่740 ลงมาต่ำที่ 640 จุด กระโดดไป 720 จุด ลงมา 680 สิ้นปี วิ่งไปวิ่งมา ไม่ได้อะไรเลย ฮ่า ฮ่า
- ปี 2006(2549) ทักษิณขายหุ้นเลี่ยงภาษี เปิดตำนาน เสียค่าโง่ประวัติศาสตร์ โดน รัฐประหาร -- ปีนี้หุ้นจาก 680 วิ่งไป 780 จุด ลงมาที่ 650 จุด ก่อนไปปิดที่ 620จุด วิ่งไปวิ่งมา ไม่ได้อะไรเลย ฮ่า ฮ่า
- ปี 2007(2550) ปีนี้นำมันแพงสุดๆ ทำให้กลุ่มพลังงานกำไรมหาศาล -- จตุคามแรงมากปีนี้ หุ้นจาก 650 จุด วิ่งไปสูงสุดที่ 900 จุด ก่อนที่ลงมาปิดที่ 800 จุด ปลายปี (ปีนี้พวกแมลงเม่าเริ่มวิ่งเข้าน้ำมัน และ โรงกลั่น และ นี่ก็คือ สัจธรรม ปีถัดมา มันตายหมดครับท่านผู้ชม)
- ปี 2008(2551) ปี เผาแมลงเม่าน้ำมัน ตลาดกลับไป peak อีกทีที่ 900 จุด ก่อนเผาลงมาปิดที่ 420 จุด เรียกได้ว่าตายกันถ้วนหน้า


( 9 ปี แห่งการ "พายเรื่อในอ่าง" ) เป็นเก้าปีที่วิ่งขึ้น แล้วก็กลับมาที่จุดเดิม "เอ๊ะ !! หรือใครอาจตีความว่าเป็น -- ทฤษฎีระฆังคว่ำ"

ห้วงเวลานี้ เมืองไทยอยู่ใน การเดินทางภายใต้ "อัศวินคลื่นลูกที่สาม..อ่าฮ้า คุณทักษิณ" (เอาเป็นว่าผมจะไม่กล่าวอะไร ให้ดูกราฟเอาเองว่า ตลาดหุ้นเป็นอย่างไร)

หุ้นขึ้นเป็นระฆังคว่ำ ถ้ามองอย่างผิวเผินไม่น่าจะมีใครรวยได้ แต่มันมีครับ (อยู่ที่ว่า คุณเป็นใคร อิ อิ อิ) เอ๋อ..เอาเป็นว่า ดร.นิเวศน์ แกก็รวยขึ้นมาก ในช่วงนี้ (อิ อิ เป็นการเขียนเบี่ยงประเด็นการเมืองที่เนียนมาก ..อิ อิ อิ)

ฮ่า ฮ่า ฮ่า --- 9 ปี แห่งการ "พายเรื่อในอ่าง" เป็นห้วงเวลาที่เหล่าคนรวยในเมืองไทยไม่พอใจ แต่รากหญ้าพอใจ เพราะชาวนามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากนโยบายประชานิยม กองทุนหมู่บ้าน ประกันสุขภาพถ้วนหน้า ..จะให้มองว่าดี มันก็มีข้อดี เช่น คนรวยไม่รวยขึ้น เพราะไม่มีใครสามารถขึ้นได้ .."มันเป็นความอึดอัดของ กลุ่มผู้มีอำนาจต่างๆ ...ห้วงเวลานี้เป็นห้วงเวลาของการบ่มเพาะ รอยร้าวทางการเมือง ที่แย่ที่สุดตั้งแต่เรามีระบอบประชาธิปไตย (ผมนั่งยิ้มอยู่ ออสเตรเลีย แล้วนึกในใจว่า "บ้านกูแซงสิงค์โปร์แน่" ...แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิดเลย!!) "มันลับ ลวง พราง"

ปี 2009 "หนองแตก!!" เลือดสาดทั่วเมือง แต่ตลาดหุ้นกลับขึ้น "เป็นพลุแตก" ...คุณสงสัยไหมว่าทำไม (สงสัยต่อไป อิ อิ สวัสดีครับ)

ย้อนรอย SET ปี 1997 - 1999 ( 3 ปี "เผาจริง"แตะ Bottom แล้วเด้งขึ้น )



ย้อนรอย SET จัดทำเพื่อย้ำเตือนของคำพูดที่ว่า "History Repeat itself!!"

- ปี 1997(2540) เริ่มเผาทุกชีวิต ปีแห่งต้มยำกุ้ง สถาบันการเงินล้มระนาว Realestate พังกระจาย ตลาดจาก 800 จุด ลงมาปิดที่ 350 จุด ปลายปี
- ปี 1998(2541) เผาจริง เผาต่อ ไหม้กันทั้งหมด ตลาดจาก 350 จุด ลงมาต่ำสุดที่ 200 จุด ก่อนจะวิ่งไปปิดที่ 300 จุด ปลายปี
- ปี 1999(2542) หลังจากเผามานาน 2 ปีเต็ม ก็ต้องกลับมาดีขึ้น แม้เหตุการณ์ต่างๆยังแย่อยู่ ตลาดวิ่ง จาก 300 จุด ไปปิดที่ 500 จุดปลายปี "ดังนั้นจงจำไว้ว่า ถ้าต่ำสุดๆเมื่อไหร่ให้เข้าตลาด" -- ปีนี้คือ หุ้นกระทิงใน เศรษฐกิจหมี คล้ายกับปี 2009 ยังไงยังงั้นเลยนะเนี่ย ---ปีนี้เริ่มหวั่น Y2K


( 3 ปี "เผาจริง"แตะ Bottom แล้วเด้งขึ้น ) หลังจากปัญหาสะสมเมื่อสามปีก่อน ก็ทำให้ตลาดดิ่งต่อ "ใครที่เคยเล่นหุ้นในตลาดแบบนี้ ยากที่จะรอดตาย เพราะมันเผาจริง " และผลของการ Crash อย่างแรกของ "วิกฤตต้มยำกุ้ง" ในครั้งนี้ มันทำตลาดเสีย Phycology ของตลาด เรียกได้ว่า "พังไปเลย"

ช่วงนั้น ถ้ามองในทางธรรม มันเป็นการชำระล้างบาป "เน่าทั้งตลาด" (ช่วงนี้มีคนโดนตึกตายและหมดตัว อย่างมากมาย)

ถ้ามองให้ดี "คุณจะรู้สึกดีแค่ไหน หากคุณไม่ได้เป็นหนึ่งคนที่ต้องหมดตัวไปกับวิกฤตในคราวนั้น"...เอาเป็นว่า ในภาพใหญ่คุณจะเห็นตลาดดิ่งลงจากปี 1994 จนถึง Bottom ปี 2008 ที่ 200 จุด (จากนั้นเมื่อตลาดแตะจุดต่ำสุด มันก็จะต้องเด้งขึ้น ซึ่งเป็นสภาวะในปี 1999 ที่ตลาดเด้งกลับมาดีขึ้น)

จากนั้นตลาด ก็เจอวิกฤตซ้ำ ก็คือ Y2K ในปี 2000 นั่นเอง

ประเด็นที่อยากจะชี้ให้เห็นก็คือ "ในตลาดขาลง เราจะรู้สึกแย่ แต่ถ้าเอามาวัดกันจริงๆ ช่วงที่ตลาดขึ้น ก็มีเรื่องร้ายๆเช่นกัน ดังนั้น สิ่งที่ต่างไม่ใช่ข่าว "เพราะข่าวนั้นมีทั้งดีและร้ายอยู่ตลอดเวลา" ..แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ "คุณจะต้องรู้ว่า ระหว่างที่คุณเล่นหุ้นอยู่ คุณกำลังอยู่ใน ขาขึ้นหรือขาลง !!"

ย้อนรอย SET ปี 1994 - 1996 ( 3 ปี แห่งการ "เผาหลอก" )



ย้อนรอย SET จัดทำเพื่อย้ำเตือนของคำพูดที่ว่า "History Repeat itself!!"

- ปี 1994(2537) ปีนี้ตลาดเริ่มเผาแมลงเม่า จาก 1750 จุด มาปิดที่ 1250 จุด
- ปี 1995(2538) ปีนี้เริ่มเผาแมลงเม่า อย่างหนัก ความเน่าในตลาดเรื่องการเงินเริ่มออกอาการ ตามใจ ขำภโต แห่งกรุงไทย ถูกจำคุก 20 ปี ปีนี้เริ่มเปิดเสรีธุรกิจประกัน ตลาดเริ่มจาก 1250 จุด ลงไปที่ 1100 จุด กระโดดขึ้นไป 1450 จุด แล้วลงมาปิด 1200 จุด ปลายปี เห็นไหมว่า ถ้าเงินนอนคุณไม่เสียอะไรเลยแต่ถ้าเป็นMargin มีแต่ตายกับตาย
- ปี 1996(2539) ปีนี้สหรัฐถล่มอิรัก ตลาดจาก 1400 จุด ลงมาปิด 800 จุด ปลายปี ปัญหาต่างๆเริ่มถมเข้ามา เช่น ปิ่น จักกะพาก กับ เอกธนกิจ เริ่มมีปัญหา / ปัญหา บีบีซี / 1,000 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์กำไรลด 20% / บ้านเริ่ม Over supply เพราะสร้างมากเกินไป


( 3 ปี แห่งการ "เผาหลอก" ) เป็นช่วงที่ภาพใหย่ของตลาดเข้าสู่ขาลงอย่างแท้จริง ...3 ปีนี้ตลาดรูดจาก 1750 จุด ลงมาแตะ 800 จุดปลายปี 1996 นั่นเอง

สังเกตให้ดีจะเริ่มรู้ว่า เวลาตลาดเข้าขาลง "ทุกเรื่องเลวร้ายก็จะถาถมเข้ามา ..ตั้งแต่สงคราม , ปัญหา ฟินวัน ของปิ่น จักกะพาก , บีบีซี , เกิดปัญหาการเงินลุกลาม , ในตลาด Real Estate ก็มีการสร้างมากเกินไปจนตลาด Over Supply ...ผลลัพธ์ก็คือ "ผลประกอบการของบริษัทต่างๆในตลาด กำไรลดลงอย่างฮวบฮาบ"

คุณสังเกตไหมครับว่า "เวลาตลาดเข้าขาลง มันจะต้องมี trigger point ที่เลวร้าย (แต่ถ้าคุณมองเทียบกับปี 2010 ในเวลานี้จะเห็นได้ว่า ผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ)

เอาเป็นว่า ภาพที่เห็นในสามปีนี้เป็นสัญญาณเตรียมแย่นั่นเอง "กำไรบริษัทลดลง สินค้าล้นตลาดขายไม่ได้ บ้านก็ขายไม่ได้ ธนาคารก็ประสบปัญหา ..ทุกอย่างหยุดชะงัก (จุดนี้ถ้ามองให้ดีๆ มันก็คือ ตลาดอเมริกาหลัง Sub-prime ในขณะนี้นั่นเอง"..."ถ้าเป็นเช่นนั้น มันเป็นนัยๆว่า อเมริกา จะเผาจริงในไม่ช้ารึเปล่า ..คอยดูกัน!!)

ย้อนรอย SET ปี 1991 - 1993 ( 3 ปีสู่ยอดดอย )


ย้อนรอย SET จัดทำเพื่อย้ำเตือนของคำพูดที่ว่า "History Repeat itself!!"

- ปี 1991(2534) จากสงครามอ่าว สู่พฤษภา ทมิฬ นับว่าผีซ้ำ เหยียบเรา ต้นปี ตลาดวิ่งจาก550 ขึ้นไปสุดที่ 900 จุด ก่อนที่จะอ่อนลงมาปิดที่ 700 จุดปลายปี คือ ปีนี่ แย่ + แย่ ตลาดหุ้นจึงไม่แย่มาก "อย่า งง จงพึงสังวรครับ"
- ปี 1992(2535) ปีนี้ประเทศเรา เริ่มมี VAT โดย อานันท์ เข้ามาแก้ปัญหา สุจินดาทมิฬ ปีนี้ผันผวน เปิดที่ 700 จุด ขึ้นๆลงๆ ไปปิดที่ 850 จุดปลายปี
- ปี 1993(2536) หลังจากแย่มาหลายปี ติดต่อกัน ปีนี้ตลาดก็กลับมาดี "สัจธรรมมาอีกแล้วครับท่าน" ตลาดเริ่มบูม เข้าสู่ยุคทองคำของตลาดเงิน ตลาดวิ่งจาก 850 จุดไปสูงสุดที่ 1750 จุด( ปีนี้ใครซื้อหุ้นจะรวยมาก) แต่อะไรถ้าดี ก็มีความเสี่ยง ซึ่งปีนี้เป็นปีที่แมลงเม่าเข้าตลาดมากมาย และผลก็คือ ปีต่อมา แมลงเม่าก็ต้องตาย -- คุณสงสัยไหมว่าทำไมพวกแมลงเม่าถึงไม่เข้าตลาดตอน Black Monday แล้วถือยาว น่าคิดไหมครับ


สงครามอ่าวถือเป็น Correction ในระหว่าง Asian Miracle 1 "สิ่งนี้เตือนสติเราว่า แม้ตลาดในภาพใหย่ยังอยู่ในขาขึ้น แต่แน่นอนตลาด "จะไม่วิ่งเหมือนจรวด" จะวิ่งเหมือนคลื่น จึงทำให้ต้องมี Correction อยู่เป็นระยะ ..จากสงครามอ่าว ก็เจอพฤษภา ทมิฬ (นองเลือด จากการเมือง) ..จากนั้นเราก็ได้นายก อนันต์ เข้ามากอบกู้ ดึงตลาดให้ดีขึ้น "เอ๊!! คล้ายๆ นายกหล่อใหญ่ที่เข้ามาพยุงตลาดผ่านวิกฤตการเมือง(ที่นองเลือด) อะเปล่า" --- เห็นไหมครับ History repeat itself !! คุณเริ่มสยองหรือยัง ...สยอง ๆ ๆ

จากนั้นปี 1993 ตลาดก็ลากขึ้นไปจาก 800 จุด กระชากขึ้นไปที่ peak เกือบ 1,800 จุด

(ดังนั้นจากปี 1987 - 1993 ผ่านทั้งเรื่องดีและเลวร้าย เริ่มจาก Black Monday ผ่านสงคราวอ่าว ผ่านการเมืองเลือด พฤษภาทมิฬ ..แต่ไฉนตลาดวิ่งถึง 9 เท่าในเวลา 7 ปี "ตลาดตอนนั้นโฑตปีละกว่าเท่าตัวโดยเฉลี่ย ..ถามหน่อยคุณไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ (ขาขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีข่าวดีตลอด คุณเห็นเหมือนผมไหม!!)

ย้อนรอย SET ปี 1987 - 1990 (จาก Black Monday ไปแตะ 1,000 จุด)


ย้อนรอย SET จัดทำเพื่อย้ำเตือนของคำพูดที่ว่า "History Repeat itself!!"

- จากปี 1987(2530) เราเจอกับ Black Monday ตลาดเริ่มต้นปีที่ 200 จุด วิ่งไปสุดที่ 450 จุด แล้วเจอ Black Monday กลับลงมาที่ 250 จุด ถือว่าเป็นปีที่ผันผวนแรงมากคือเกิน 100%
- ปี 1988(2531) แน่นอนหลังจากตลาดตกแรงปีนี้ตลาดก็เริ่มฟื้นตัว ตลาดวิ่งจาก 250 ขึ้นไปปิดที่ 450 จุดปลายปี ถือว่าเป็นปีที่ให้ผลตอบแทนที่งดงาม และเป็นจุดเริ่มต้นของ Asian Miracle กับฝันเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย
- ปี 1989(2532) ธุรกิจ Real estate และ เงินทุนหลักทรัพย์เริ่มบูม ตลาดวิ่งจาก 450 จุด ไปปิดที่ 900 จุดปลายปี
- ปี 1990(2533) ปีนี้เกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียอิรักบุกคูเวต ตลาดเริ่มที่ 900 จุด วิ่งไป Peak ที่ 1150 จุด ก่อนที่จะตกลงมาที่ 550 ในปลายปี คือ ต้องพึงสังวรไว้ว่าถ้าปีที่แล้วดี ปีนี้ต้องระวัง และนี่ดีมา 2 ปีติดกัน ทำให้ปีนี้ต้องมีอันซวยเป็นธรรมดา "สัจธรรม พึงสังวร"


นี่คือ 4 ปี แห่งความเมามันส์ "ขาขึ้นอย่างแรงของตลาดหุ้นไทย" SET วิ่งจาก 200 จุด ไปแตะที่ 1,150 จุด ใน 4 ปี (เป็นห้าปี ที่ทำให้หลายๆคนรวย เพราะภาพใหญ่อยู่ในขาขึ้น "ซึ่งก็มี Correction เป็นระยะๆ ตามทฤษฏีของ หุ้นขึ้นแบบคลื่น(ไม่ใช่จรวด) "Elliott Wave"

สังเกตไหมครับ Super Bull Market ในครั้งนี้เริ่มจากจุดตกต่ำ นั่นก็คือ "Black Monday" ...ตามคำกล่าวที่ว่า จุดสิ้นสุดของ Bear Market ก็คือจุดเริ่มต้นของ Bull Market นั่นเอง...และ Black Monday ก็คือจุดเริ่มต้นของ Asian Miracle 1 (แล้ววิกฤตอะไรจะเป็นจุดเริ่มต้นของ Asian Miracle 2 ..ใช่ Sub-prime รึเปล่าน๊า!!)

(จากกราฟปี 1989) ก็เริ่ม Real estate Bubble!! จากนั้นตลาดก็ลากกระฉูด จนไปจบหลังจากสงครามอ่าวเปอร์เซีย

สังเกตไหมครับ ว่า "ตลาดมันขึ้นลงเป็น Cycle ...คุณเรียนรู้อะไรจาก กราฟ และ 4 ปีนี้"

ภาพใหญ่หุ้นไทย ปี 1987 - 2009


(เอ๋อ !! Fibo ในภาพนั่นลากขำขำ --- แต่ถ้ามันไปอย่างนั้นจริงอาจเลิกขำ "นั่งยิ้ม..หุ หุ" --- "Imagine กับ รู้งี้ ...อะไรแจ๋วกว่า" -- คำกล่าวที่นักเล่นหุ้นในตำนานมักกล่าวขานกันก็คือ "รู้อะไร ไม่สู้่ รู้งี้ ..เพราะรู้งี้ -- ตูซื้อไปแล้ว อิ อิ อิ)

- จากปี 1987(2530) เราเจอกับ Black Monday ตลาดเริ่มต้นปีที่ 200 จุด วิ่งไปสุดที่ 450 จุด แล้วเจอ Black Monday กลับลงมาที่ 250 จุด ถือว่าเป็นปีที่ผันผวนแรงมากคือเกิน 100%
- ปี 1988(2531) แน่นอนหลังจากตลาดตกแรงปีนี้ตลาดก็เริ่มฟื้นตัว ตลาดวิ่งจาก 250 ขึ้นไปปิดที่ 450 จุดปลายปี ถือว่าเป็นปีที่ให้ผลตอบแทนที่งดงาม และเป็นจุดเริ่มต้นของ Asian Miracle กับฝันเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย
- ปี 1989(2532) ธุรกิจ Real estate และ เงินทุนหลักทรัพย์เริ่มบูม ตลาดวิ่งจาก 450 จุด ไปปิดที่ 900 จุดปลายปี
- ปี 1990(2533) ปีนี้เกิดสงครามอ่าวเปอร์ซียอิรักบุกคูเวต ตลาดเริ่มที่ 900 จุด วิ่งไป Peak ที่ 1150 จุด ก่อนที่จะตกลงมาที่ 550 ในปลายปี คือ ต้องพึงสังวรไว้ว่าถ้าปีที่แล้วดี ปีนี้ต้องระวัง และนี่ดีมา 2 ปี ติดกัน ทำให้ปีนี้ต้องมีอันซวยเป็นธรรมดา "สัจธรรม พึงสังวร"
- ปี 1991(2534) จากสงครามอ่าว สู่พฤษภา พมิฬ นับว่าผีซ้ำ เหยียบเรา ต้นปี ตลาดวิ่งจาก550 ขึ้นไปสุดที่ 900 จุด ก่อนที่จะอ่อนลงมาปิดที่ 700 จุดปลายปี คือ ปีนี่ แย่ + แย่ ตลาดหุ้นจึงไม่แย่มาก "อย่า งง จงพึงสังวรครับ"
- ปี 1992(2535) ปีนี้ประเทศเรา เริ่มมี VAT โดย อานันท์ เข้ามาแก้ปัญหา สุจินดาทมิฬ ปีนี้ผันผวน เปิดที่ 700 จุด ขึ้นๆลงๆ ไปปิดที่ 850 จุดปลายปี
- ปี 1993(2536) หลังจากแย่มาหลายปี ติดต่อกัน ปีนี้ตลาดก็กลับมาดี "สัจธรรมมาอีกแล้วครับท่าน" ตลาดเริ่มบูม เข้าสู่ยุคทองคำของตลาดเงิน ตลาดวิ่งจาก 850 จุดไปสูงสุดที่ 1750 จุด( ปีนี้ใครซื้อหุ้นจะรวยมาก) แต่อะไรถ้าดี ก็มีความเสี่ยง ซึ่งปีนี้เป็นปีที่แมลงเม่าเข้าตลาดมากมาย และผลก็คือ ปีต่อมา แมลงเม่าก็ต้องตาย -- คุณสงสัยไหมว่าทำไมพวกแมลงเม่าถึงไม่เข้าตลาดตอน Black Monday แล้วถือยาว น่าคิดไหมครับ
- ปี 1994(2537) ปีนี้ตลาดเริ่มเผาแมลงเม่า จาก 1750 จุด มาปิดที่ 1250 จุด
- ปี 1995(2538) ปีนี้เริ่มเผาแมลงเม่า อย่างหนัก ความเน่าในตลาดเรื่องการเงินเริ่มออกอาการ ตามใจ ขำภโต แห่งกรุงไทย ถูกจำคุก 20 ปี ปีนี้เริ่มเปิดเสรีธุรกิจประกัน ตลาดเริ่มจาก 1250 จุด ลงไปที่ 1100 จุด กระโดดขึ้นไป 1450 จุด แล้วลงมาปิด 1200 จุด ปลายปี เห็นไหมว่า ถ้าเงินนอนคุณไม่เสียอะไรเลยแต่ถ้าเป็นMargin มีแต่ตายกับตาย
- ปี 1996(2539) ปีนี้สหรัฐถล่มอิรัก ตลาดจาก 1400 จุด ลงมาปิด 800 จุด ปลายปี ปัญหาต่างๆเริ่มถมเข้ามา เช่น ปิ่น จักกะพาก กับ เอกธนกิจ เริ่มมีปัญหา / ปัญหา บีบีซี / 1,000 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์กำไรลด 20% / บ้านเริ่ม Over supply เพราะสร้างมากเกินไป
- ปี 1997(2540) เริ่มเผาทุกชีวิต ปีแห่งต้มยำกุ้ง สถาบันการเงินล้มระนาว Realestate พังกระจาย ตลาดจาก 800 จุด ลงมาปิดที่ 350 จุด ปลายปี
- ปี 1998(2541) เผาจริง เผาต่อ ไหม้กันทั้งหมด ตลาดจาก 350 จุด ลงมาต่ำสุดที่ 200 จุด ก่อนจะวิ่งไปปิดที่ 300 จุด ปลายปี
- ปี 1999(2542) หลังจากเผามานาน 2 ปีเต็ม ก็ต้องกลับมาดีขึ้น แม้เหตุการณ์ต่างๆยังแย่อยู่ ตลาดวิ่ง จาก 300 จุด ไปปิดที่ 500 จุดปลายปี "ดังนั้นจงจำไว้ว่า ถ้าต่ำสุดๆเมื่อไหร่ให้เข้าตลาด" -- ปีนี้คือ หุ้นกระทิงใน เศรษฐกิจหมี คล้ายกับปี 2009 ยังไงยังงั้นเลยนะเนี่ย ---ปีนี้เริ่มหวั่น Y2K
- ปี 2000(2543) ปีนี้ยังแย่ต่อ หนี้รัฐแตะ 64% ของ GDP สูงกว่าปี 2010 อีก ปีนี้ตลาดรวมดีขึ้นแต่หุ้นกลับแย่ลงวิ่งจาก 450 จุด กลับมาที่ 300 จุด -- ถึงจุดนี้เราเริ่มเสียวแล้วว่าปี 2010 หุ้นอาจกลับมาแย่ใหม่ ตรงนี้ใครดีใครได้
- ปี 2001(2544) ซวยต่ออีก "9/11" จีนเข้า WTO /ทักษิณ เป็นนายก /กำเนิด Harry Potter ตลาดไม่ไปไหน จาก 300 ลงไป 250 วิ่งไป 340 ลงมา 270 แล้วไปปิดที่ 320 สรุปว่าตลาดไม่ไปไหนเลย
- ปี 2002(2545) มือถือ Orange เข้ามาในไทย /แอ๊ด เปิดตัว คาราบาวแดง / เริ่ม RMF - LTF ลดภาษี / Game Online เริ่มฮิตในเมืองไทย Asiasoft ตลาดวิ่งจาก 320 จุด ไปสูงสุดที่ 420 จุดกลางปีและลงต่ำที่ 320 จุด ก่อนมาปิดที่ 370 จุดปลายปี
- ปี 2003(2546) ปีนี้ Roynet เจอปิดเพราะแต่งบัญชี / ซาร์ส ระบาด โรงแรมซวยกันหนัก - ก่อตั้งกองทุนวายุภักษ์พยุงหุ้น / เริ่มบ้านเอื้อาทร / หวยบนดิน ล้างใตเดิน / ครัวไทยสู่โลก /รัฐตั้งกองทุนพยุงราคาน้ำมัน / สินค้าจีนทะลักเข้าไทย หลังเปิด เอฟทีเอ / ไข้หวัดนกกระหน่ำต่อ แต่สรุปตลาดดี จาก 350 จุด วิ่งไปปิดที่ 700 จุด ปลายปี
- ปี 2004(2547) ปีนี้ IPOD เริ่มตีตลาด / orange ทิ้งตลาดไทย / เริ่มวิกฤตราคาน้ำมัน / สุวรรณภูมิดันราคาที่ดินพุ่ง / สึนามิถล่มไทย สรุปหุ้นผันผวนมาก จาก 700 จุด ลงมาต่ำที่ 590 จุด วิ่งไปปิดที่ 680 จุดปลายปี วิ่งไปวิ่งมา ไม่ได้อะไรเลย ฮ่า ฮ่า
- ปี 2005(2548) ปี นี้วุ่นวานตามปกติ เจริญ ซื้อ โออิชิ / น้ำมันเริ่มแรง บอนด์น้ำมันขายดี เริ่มกระแสพลังงานทดแทน / เกาหลี ฟีเวอร์ถือกำเนิด หุ้นจากต้นปี 680 จุด วิ่งไปที่740 ลงมาต่ำที่ 640 จุด กระโดดไป 720 จุด ลงมา 680 สิ้นปี วิ่งไปวิ่งมา ไม่ได้อะไรเลย ฮ่า ฮ่า
- ปี 2006(2549) ทักษิณขายหุ้นเลี่ยงภาษี เปิดตำนาน เสียค่าโง่ประวัติศาสตร์ โดน รัฐประหาร -- ปีนี้หุ้นจาก 680 วิ่งไป 780 จุด ลงมาที่ 650 จุด ก่อนไปปิดที่ 620จุด วิ่งไปวิ่งมา ไม่ได้อะไรเลย ฮ่า ฮ่า
- ปี 2007(2550) ปีนี้นำมันแพงสุดๆ ทำให้กลุ่มพลังงานกำไรมหาศาล -- จตุคามแรงมากปีนี้ หุ้นจาก 650 จุด วิ่งไปสูงสุดที่ 900 จุด ก่อนที่ลงมาปิดที่ 800 จุด ปลายปี (ปีนี้พวกแมลงเม่าเริ่มวิ่งเข้าน้ำมัน และ โรงกลั่น และ นี่ก็คือ สัจธรรม ปีถัดมา มันตายหมดครับท่านผู้ชม)
- ปี 2008(2551) ปี เผาแมลงเม่าน้ำมัน ตลาดกลับไป peak อีกทีที่ 900 จุด ก่อนเผาลงมาปิดที่ 420 จุด เรียกได้ว่าตายกันถ้วนหน้า
- ปี 2009(2552) อีกแล้วครับท่าน เมื่อตลาดต่ำ ย่อมต้องเด้งกลับ จาก 400 จุด วิ่งกลับไปที่ 700 จุดปลายปี --- ลองทำนายซิครับว่าปี 2010(2553) จะเป็นอย่างไร

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ปูพื้นชั้นที่สอง (ห้องแห่งราคาอนาคตของ Monkey)



"จะว่าไปแล้วพูดถึงอนาคตก็คงไม่พ้น หมอดู คู่หมอเดา" ผมเคยนำเสนอเรื่องของ "หมอตี๋" ที่รักษาเก่ง แต่คนไม่เชื่อถือ ..(แค้นๆ!!) เลยโกนหัวมุ่งเข้าหาธรรม จากนั้นก็เลยประสบความสำเร็จ กลายเป็น "พระอาจารย์หมอที่โด่งดัง" (สรุปเจ๋งกว่าหมอธรรมดา ขึ้นไปอีกขั้น นี่และผลบุญ ..อิ อิ)

ฉันใด ก็ฉันนั้น ..ตลาดหุ้น ย่อมต้องมี "หมอดู ..เอ๋อ ไม่เกี่ยวกันเท่าไหร่" แต่เอาเป็นว่า วันนี้ประเด็นร้อนที่เราหยิบยกมาคุย คือ การคาดคะเนราคาในอนาคต โดยเอาพื้นฐานมาดู อย่างง่ายๆ

(ดูจากภาพ) การหาราคาในอนาคตก็ทำได้จาก การนำ Book Value ของกิจการไปคาดคะเนราคาในอนาคต ..จากตัวอย่างเมื่อห้าปีที่แล้ว ย้อนดูแล้วเทียบกับราคาปัจจุบัน "ด้วยการเจริญเติบโตของกิจการเช่นนี้ มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่กิจการนี้ จะยังคงเติบโตต่อเนื่อง" ..ซึ่งถ้าดูคร่าวๆ เราอาจเดาราคา ในอนาคตของ Book Value ของกิจการนี้เท่ากับ 200 บาท

มาดูในส่วนของ P/BV คืออะไร ผมกลับมองว่ามันคือ "อารมณ์ของนักลงทุน ..ที่มีต่อกิจการนั้นๆ (ถ้าใช้ตารางก็คือเราจะดู ระยะเวลา Scope ประมาณ 5 ปี) ซึ่งในช่วงห้าปี จะเห็นได้ว่า "ช่วงที่กิจการนี้รุ่งๆ นักลงทุนให้ค่า P/BV ประมาณ 3 เท่ากว่าๆ

ซึ่งถ้าจะประมาณราคา "ในอนาคต ในช่วงที่กิจการอยู่ในจังหวะที่ดี ก็จะใช้ "Book Value(ที่คาดว่าจะเป็นในอนาคต) * P/BV " จากตัวอย่างจะได้ 200 * 3 จะเท่ากับประมาณ 600 บาท

(ซึ่งจุดนี้เป็นเพียงแค่การประมาณ ราคาในอนาคตอย่างง่าย) ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีใครสามารถรู้ราคาในอนาคตจริงๆ จนกว่ามันจะมาถึง ..อีกประเด็นคือ บางกิจการที่มีการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างของกิจการอย่างมหาศาล ก็จะทำให้ "อารมณ์ของนักลงทุน" หรือ P/BV มีความเปลี่ยนแปลงได้

ตัวอย่างชัดๆเช่น CPF ที่เดิมขายอาหารสด แต่เปลี่ยนมาเป็นขาย Ready to eat Meal มากขึ้ัน ซึ่งจุดนี้ทำให้กิจการมีกำไรสูงขึ้น (แต่มันก็ย่อมขึ้นมา ด้วยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน) หรือ อย่างที่ชัดๆอีกอันก็ CPALL(7-11) ที่เปลี่ยนโครงสร้างของกิจการ จากการขายของแห้งมาขายอาหาร(จาก "สะดวกซื้อ"มาเป็น"สะดวกอิ่ม") ซึ่งมีกำไรสูงขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้าง ที่มากตาม เช่น ระบบตู้แช่ และ ระบบ Logistic ที่ต้องอาศัยการควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งมาพร้อมกับ Cost ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จะเห็นได้ว่าเมื่อกิจการเปลี่ยนโครงสร้าง "อารมณ์ของนักลงทุน ต่อกิจการนั้นๆ ก็จะแปรเปลี่ยนตาม" ซึ่งจะทำให้ P/BV ขึ้นหรือลง ก็สุดแล้วแต่ Greed & Fear เข้ามาทำปฎิกริยา ต่อราคาหุ้นนั่นเองครับ

หลักการคร่ีาวๆของ Technical โดย Monkey Trade


หนึ่ง "No Bottom Fishing" หลักการนี้ มันฟังแล้วแสลงหูสำหรับเหล่า Value Investor ยิ่งนัก (พูดโดยนัยคือ การเล่นโดยใช้ Technical เราไม่ควรซื้อแบบราคาต่ำ "เพราะโดยปกติเมื่อราคาต่ำ ย่อมมีราคาที่ต่ำกว่า" ...ดังนั้น การซื้อต้องมีสัญญาณการขึ้นที่ชัดเจนก่อน (แม้จะเข้าในราคาสูง แต่เรามุ่งจะขายในราคาที่สูง กว่า)..(เส้น Blue ตัด Red ยิ่งมันตัด Gold ..วิ่งเข้าลุย -- ส่วน RSI ดูอัตรากำลัง "เหมือนรถ คุณต้องดูอัตราเร่ง ไม่ใช่สูงๆหรือต่ำๆดี ที่ดีคือ ความสม่ำเสมอและจังหวะ ..ยิ่งใช้ Technical ยิ่งต้องอิงธรรมชาติให้มากขึ้น การเร่งเครื่องต้องมีจัวหวะในการเหยียบคันเร่ง "ไอ้พวกเหยียบคันเร่งแบบมิด ตลอดทาง ..พวกนี้ไม่ได้แชมป์นะครับ --ไปนอนในหลุมหมดแล้ว อิ อิ!!

สอง "History Repeat itself" (ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม !! ..อย่างตอนช่วง Dot com boom ทุกคนลงทุนในบริษัทคอมพิวเตอร์ โดยไม่สนว่า บริษัทจะต้องทำกำไรหรือไม่ ..กลายเป็นความคิดที่ว่า This time is different !! เรียกปรากฏการณ์ครั้งนั้นว่า New Economy) แต่บทสรุปก็คือ ตลาด Dot com Crash!! ..ดังนั้นเมื่อความคิดที่ว่า "ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม เกิดขึ้นเมื่อไหร่ หายนะกำลังใกล้จะมาเยือนคุณ"

สาม "Price Discount Everything" ราคา(หุ้น)ที่คุณเห็นมันได้คำนวณปัจจัยที่ทุกคนในตลาดรู้หมดแล้ว ดังนั้นราคาหุ้นมันได้สะท้อนราคาข่าวสารทุกอย่างไว้หมดแล้ว "เวลาคุณเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์ หรือ สื่อ แล้วคิดว่าคุณจะเอาข้อมูลนั้นมาทำกำไร มันแทบจะเป็นไปไม่ได้"...กรณียกเว้นมีทางเดียว ก็คือ "ความกลัว และ ความโลภ" ดังนั้นทางเดียวที่คุณจะชนะตลาดได้ คุณต้องเอาชนะ Fear & Greed ให้ได้ (อ่านธรรมะบ้าง ปล่อยวางบ้าง แล้วคุณจะเข้าใจการเอาชนะ บทเรียนนี้ได้(บางครั้ง!!) )

สี่ "Price Move in Trend" ราคาหุ้นขึ้นลงเป็น cycle ไม่มีอะไรลงตลอดหรือขึ้นตลอด ..นี่เป็นที่มาของ ทฤษฏี Dow และทฤษฏี Elliott Wave (ให้มองธรรมชาติของคลื่น และกระแสน้ำ) คือ ราคาของหุ้น จะไม่ขึ้น ปี๊ด หรือ ลง ปุ๊ด เหมือน จรวด ..ดังนั้น เราจะเห็นว่าเวลาขึ้นก็จะขึ้นเป็นหยักๆเหมือนคลื่น ส่วนขาลงก็หยักๆเหมือนคลื่นเช่นกัน .."จุดนี้แหละที่หลอกบรรดามือใหม่(และมือเก๋า)ให้ติดกับได้อย่างดี"

ประเด็นที่สำคัญที่สุดของการเล่นแบบ Technical คือคุณต้องอ่าน Trend ใหญ่ขาด (คือคุณต้องรู้ว่าในภาพใหญ่ตอนนี้ตลาดอยู่ในช่วงใด "อยู่ใน Wave ใด" -- อย่างตอนนี้ถ้าถามว่าในภาพใหญ่ของตลาดหุ้น (ปี 2010) ตอนนี้ก็ยังคงอยู่ในขาขึ้น (ขาขึ้นเริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2008 และยังไม่มีทีท่าว่าจะลง)

การอ่านข่าวจริงๆ ไม่ใช่ว่าไม่จำเป็น แต่คนส่วนใหญ่ใช้แบบผิดๆ ที่ผิดไม่ใช่วิธีอ่าน (แต่เป็นการตีความต่างหาก!!) ในตลาดหุ้นขาขึ้น ข่าวเป็นตัวเร่งของราคา เพราะราคาหุ้นจะวิ่งตามข่าว ที่ขาใหญ่เป็นผู้สร้าง ดังนั้น ราคาหุ้นในขาขึ้น วิ่งตามข่าวที่สร้าง!! ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทยังไม่ได้ดีขึ้นเลย (นั่นหมายความว่า คุณซื้อข่าว ถูกไหม ไม่ใช่ซื้อหุ้น)

หลักการอีกอย่างที่ลืมไม่ได้ คือ "การ Cut Loss" ..การเล่นหุ้นโดยใช้ Technical จะมีข้อเสียตรงเรื่องของ ข้อมูล ดังนั้นรายย่อยต้องมีจุด Cut Loss ที่แน่นอน (ถ้าคุณอ่านเกมผิด ให้ถอยก่อน อย่าทำตัวเป็นไก่ตาแตกครับ!!)...ในระบบลงทุนที่มีขาใหญ่ ถ้าเราดูให้ดีจะรู้ว่า ขาใหญ่เล่นหุ้นโดยใช้ "พื้นฐาน + Technical" ..ความหมายที่ผมอยากจะบอกคือ ตลาดหุ้นไทย มีความลวงเยอะกว่าที่เราคิด --- "ราคาที่เราเห็น มันไม่ใช่ราคาที่เจ้ามือเห็น" ...ดังนั้น การเล่นหุ้นไม่ใช่เอา Technical ตั้งแล้วหว่านเล่นไปทั่วตลาด --ที่สำคัญที่สุดคือ คุณต้องรู้ในธุรกิจที่คุณลงทุน "ต้องรู้จักหุ้นของคุณ"

ใครเป็นเจ้าของ ..ใครเป็นเจ้ามือ ..Cycle ของธุรกิจเป็นอย่างไร คือ เลือกหุ้นให้น้อยตัว แต่คุณต้องรู้จริงในสิ่งที่คุณลงทุน --- "ไม่งั้นคุณจะซวยได้ง่ายๆ"

แต่ถ้าไม่ชอบศึกษา คุณไปเล่น Index หรือ Commodity "แต่ยังไงคุณก็ต้องทำการบ้านอยู่ดี ไม่มีอะไรที่จะได้มาง่ายๆ โดยปราศจากความเพียร นะครับ"

"จะรู้อะไรต้องรู้จริง" (คนรวยส่วนใหญ่รวยจากสิ่งที่เขารู้จริง ไม่ได้เกิดจากรู้ทุกสิ่ง )

เรียนรู้ Technical จากอดีต (ตอนที่ 2)



เอากราฟ Peak ของ SET (เมื่อปี 1993 -1994 มาให้ดู) เกือบแตะ 1800 จุด -- ผ่านมา 16 ปีแล้ว ตลาดปัจจุบันยังอยู่ที่ 900 จุด ...เป็นความขำ ที่ GDP โตขึ้นไม่รู้กี่เท่า แต่ตลาดเรายังเน่าเหลือทน ปัจจัยหลักๆ ก็คือ หนึ่ง ไม่มีบริษัทดีๆเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นเรา สอง นิสัยๆ ของรายใหญ่ และรายย่อยของไทย "นิสัย งง" รายใหญ่เล่นแบบรายย่อย กองทุนก็เอาเงินยาวมาเล่นสั้น "จ๊าก..งง ...ไหมครับ" (ไม่ งง มันเน่าอย่างนี้มานานแล้ว)

แต่ประเด็นคือ "สัจธรรม" ไม่มี Cycle ไหนที่แย่ตลอดกาล ผมมอง Trend และเขียนวิเคราะห์ลงไปในหนังสือ เล่มแรกของผม "หนังสือ แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้านแบบ Buffet" (แค่ชื่อก็ยาวที่สุดแล้ว อิ อิ) ..ผมมองว่า หุ้นไทยในที่สุดจะเข้าสู่ขาขึ้นอีกครั้ง (หรือยุค Asian Miracle 2) แต่หลายๆคนบอกผมว่า คุณแพ้ท ผมว่า "คุณมันบ้า"

(แต่ๆ) สิ่งผมพูดว่า ตลาดจะ Boom มันไม่ได้เกิดจากปัจจัยมิติเดียว "หลายคนคิดว่าถ้าตลาดขึ้น แสดงว่าตลาดเหมือนเดิม -- No No !!ไม่ใช่เลย" การเกิดของ Asian Miracle มันหมายถึง การที่ตลาดเิริ่มบูม ทำให้บริษัทดีๆอยากเข้ามา IPO ในตลาดมากขึ้น เป็นการเพิ่ม Supply คุณภาพ (ซึ่ีงเป็นทางเลือกที่ดี ให้กับทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ) และนั้นก็คือการเกิดขึ้นของ Asian Miracle 2 นั่นเองครับ

(กลับมาที่กราฟ) คุณดูสัญญาณ Technical (เดือน June 2003 ---เส้น Blue ตัด Red และสัญญาณ RSI วิ่งกลับมาอย่างมีนัย ..สรุปใครกระโดดเข้าที่ประมาณ 850 ก็ไปขายอีกทีตอนมีสัญญาณขาย นุ่นที่ 1500 จุด--- เฮ้ย!!หลายคนมองกราฟแล้วถามว่า ทำไมไม่ออกตอน 1800 จุด "ขอตอบว่า อย่าโลภ ออกตามสัญญาณ แต่ถ้าคุณคิดว่าคุณแน่" ...อ่า ฮ้า ไม่แน่ คุณอาจจะแน่กว่า มนุษย์คนใดๆในโลกก็ได้ (คุณคิดว่ายังไงกันครับนี่ งง)

เอาเป็นว่า "ค่อยๆรวย รวยช้าๆ แต่มั่นคง ..ถึงจะรักษาความรวยได้ยาวนาน"ครับ...อิ อิ

เรียนรู้ Technical จากอดีต (ตอนที่หนึ่ง)


"Monkey Trade" หยิบเอา ช่วงเวลา 1992 - 1993 (ช่วง Bullish ในครั้งนั้นมาให้ดู) ..ช่วงนั้นเป็นจุดกำเนิดของ Asian Miracle 1 ซึ่งในยุคนั้น เอเชียถือได้ว่าเป็นตลาดที่ ดึงดูดเงินทุนจากทั่วโลก เหมือนอย่างที่จีนและอินเดียเป็นอยู่ในขณะนี้

(จากกราฟ) เกริ่นก่อนว่า "Monkey Trade" เราจะใช้เส้น Moving Average 3 เส้น (Blue "ค่าเฉลี่ยสั้นคือประมาณ 2 week" / Red "ค่าเฉลี่ยกลาง คือประมาณ 1 month" /gold "ค่าเฉลี่ยยาว คือประมาณ 3 month") .. โดยปกติการดู Moving Average แต่ละคนจะใช้ไม่เหมือนกัน -- อันนี้แล้วแต่ชอบ ใครชอบเร็วชอบช้า แต่เผอิญเราชาว "Monkey Trade" ยึดหลัก ช้าๆได้พร้าเล่มงาม ..ว่าไปนั้น!!

โดยปกติถ้าหุ้นอยู่ใน "ขาขึ้น" เส้นสั้นจะอยู่บน เพราะตลาดขึ้นค่าเฉลี่ย Moving Average ยิ่งเร็วก็จะรับสัญญาณได้ก่อน ดังนั้น ขาขึ้นจะเรียงลำดับเส้นคือ (Blue/Red/Gold)
ในส่วน "ขาลง" ก็จะกลับข้างกัน เส้น Moving Average ก็จะเรียง (Gold/Red/Blue)...เอ๋อ!!แล้วประเด็นคืออะไร

คือตอนนี้เดือนสิงหาปี 2010 เส้น Moving Average วิ่งเรียงแสดงตัวขาขึ้นอย่างชัดเจน (ทำให้เพื่อนๆหลายๆคน มาถามผมว่า ...แล้วอย่างนี้ตลาดจะวิ่งต่อหรือไม่ --คำตอบของผมคือ "จะไปรู้ได้ไง ..อิ อิ") แต่เอาเป็นว่า คำถามนั้นถึงทำให้ผมเอา (กราฟนี้ SET ปี 1992 -1993 มาให้ดูครับ)

(จากกราฟ) ช่วง November เส้น Blue พลิก Trend ตัด Red (เป็นสัญญาณแสดงการเปลี่ยนแปลง ประกอบกับค่า RSI ดีดตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ)..จุดนี้ถ้าใครเข้าที่ประมาณ SET 660 ก็จะไปมีสัญญาณออกอีกทีที่ SET 810 "เป็นผลตอบแทน 4 เดือนที่ไม่เลวทีเดียว" จากนั้นก็มีอีกรอบให้เล่น --- "มันส์จริงๆ"

คือในมุมของ Technical มันเป็นการเล่นรอบ ตามสัญญาณราคา ที่น่าสนใจ ..ไม่ได้จะบอกว่าแจ๋วสุดยอด เพียงแต่มันมี Trend ค่อนข้างชัดเจน "เพราะอย่างน้อยหากเราคิดดีๆ คนที่ซื้อขายในตลาดย่อมมีความรู้ในจุดๆหนึ่ง ...ซึ่งความรู้ของแต่ละคนในจุดนั้นๆ ก็จะเป็นตัวสะท้อนการซื้อขายของแต่ละคน ซึ่งท้ายสุดก็จะออกมาเป็น "สัญญาณการซื้อขายและราคาของหุ้นนั่นเอง"

ดังนั้น ถ้าหุ้นตัวใด อยู่ดีๆราคาลด ก็แสดงว่า "มีใคร รู้อะไร ..แล้วมันรู้อะไรวะ!!..เอ๋อ!!ช่างมัน -- เอาเป็นว่าถ้ามีหลายๆคนรู้ ที่เราไม่รู้ แล้วมันขายทิ้งหุ้น ตัวนั้นๆ.. ราคามันก็จะตก -- คำถามคือ คุณจะทำอย่างไรล่ะ!!

(ประเด็นนี้มันขึ้นอยู่กับคุณเป็นใคร หากคุณคิดว่าคุณรู้ข้อมูลมากกว่าตลาด คุณก็ควรแปลงกลายเป็น Value Investor แล้วเข้าโกยซื้อหุ้นนั้นๆ ...แต่ในอีกมุมหากคุณ รู้ข้อมูลน้อยตลาด คุณก็ควรขายหุ้นตัวนั้นทิ้งตามสัญญาณราคาที่ Technical บอกคุณ) ..."จะใช้วิธีไหน ก็อยู่ที่สถานการณ์ของคุณในขณะนั้นนั่นเองครับ

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Technical เหมาะจะใช้กับอะไร จึงจะดีที่สุด (ตอนที่ 1)



การใช้ Technical จริงๆแล้วอยู่ที่เราถนัดว่า เราจะใช้ Program อะไร ซึ่งมีให้เราเลือกมากมาย (จน งง) ..อย่าง(ภาพตัวอย่าง)ก็คือ Metastock ที่ใส่สูตรตั้งระบบเอาไว้ (ตามระบบของลุงโฉลก.."ระบบเขียว-แดง"(ไว้ค่อยมาคุยกันในรายละเอียดกันต่อไป))

จริงๆแล้วระบบที่ลุงโฉลกใช้ เป็นระบบที่น่าสนใจมาก "เพราะคุณต้องสามารถ ตัดความโลภได้ (เพราะคุณต้องเจอทั้งได้กำไรและเสียเงินอยู่ตลอดเวลา)..แต่เวลากำไรจะกำไรค่อนข้างเยอะ ส่วนเวลาเสียก็ค่อนข้างบ่อยพอๆกัน แต่จะเสียครั้งละน้อยๆ" (ระบบนี้จริงๆ ก็คือลุงโฉลก เขียนโปรแกรมขึ้นมาช่วยดูสัญญาณ Technical อย่างเสี่ยงน้อย และไม่โลภ!! "คือให้พอมีค่าขนมใช้..ว่างั้น" (ซึ่งเขียนไม่ง่ายนะครับ..คนที่ใช้สบาย แต่คุณลุงเหงื่อแตก!!)..ดังนั้น โปรแกรมระบบ ก็จะเข้าไปช่วยบอกสัญญาณซื้อและสัญญาณขาย

อย่างที่บอกน่ะครับ ว่า "คุณต้องตัดความโลภได้"(คือลุงโฉลก แกสร้างระบบนี้ขึ้นมา เพื่อสอน ธรรมะเรา(แฝงไปด้วย) เพราะมันได้และเสียพอๆกัน เพียงแต่เวลาได้จะได้เยอะกว่าหน่อย "บวกลบแล้วก็ได้ผลตอบแทนค่อนข้างดี (คนทั่วไปจนถึงขั้นมืออาชีพ ส่วนใหญ่แพ้ตลาด ดังนั้นถ้าเฉลี่ยคุณชนะ แสดงว่าแค่นี้ก็สุดยอดแล้ว)"..แต่ปัญหาคือ ความโลภ เพราะโดยมากเวลาหุ้นขึ้น เราก็นึกว่าหุ้นจะขึ้นต่อ (ในบางครั้งแม้ว่ามีสัญญาณขายที่ชัดเจนแล้ว ก็ยังไม่ยอมขาย นั่นคือโลภ "เลยเสียในที่สุด")

ดังนั้น คนเล่นหุ้นที่ดี ..ลุงโฉลกต้องการให้เรารู้ว่า "หุ้นต้องมีได้และมีเสีย หากเราเล่นอย่างไม่โลภคุณต้องรับระบบได้ (คือ คุณจะได้และเสียอยู่ตลอดเวลา) และอีกข้อคือ ถ้าคุณเชื่อระบบ แสดงว่า คุณยอมตัดเงินก้อนนี้ไปได้ (เพราะคนที่เล่นกับตลาดไม่ใช่คุณ แต่เป็นระบบ ดังนั้น เป็นไปได้ที่บางครั้งระบบอาจผิดพลาด(คุณต้องเข้าใจ อย่างนึงว่า ไม่มีอะไรที่ Perfect และสิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือ "ความไม่แน่นอน" ) ---และนี่คือจุดที่ ทำให้คุณเสียเงินได้!!)..อะไรคือประเด็น!!

"คำถามคือคุณรับได้ไหม(เสียเงินได้ไหม)" -- ถ้าคุณตอบว่า"ไม่ได้(เสียเงินไม่ได้) "บอกได้เลยว่า--(ไอ้เล่นหุ้นแบบเสียไม่ได้ "มันหมดตูดทุกคน" เพราะมัน ผิดหลักการการเล่นหุ้น!! "ผิดธรรมชาติ")..คุณควรจะปิดบัญชีแล้วเดินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลแทน")..เพราะถ้าพันธบัตรเจ๊งก็ต้องตัวใครตัวมันล่ะครับ (แต่!!)!!--ในสภาวะรัฐบาลและธนาคารทั่วโลกห่วย!! ทุกสถาบันก็ล้วนมีความไม่แน่นอน (เงินฝากในอนาคตก็ไม่รับประกัน)
สรุปแล้วประเด็นที่จะพูดคือ "ไม่ว่าคุณจะเล่นหุ้น หรือไม่เล่น คุณก็มีความเสี่ยงทั้งนั้น ..ตราบเท่าที่คุณยังถือเงินอยู่" และความเสี่ยงที่ว่า ก็คือ inflation

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าเรา Trade หุ้นด้วยวิธีใดก็ตาม ล้วนมีความเสี่ยง หรือแม้แต่เอาเงินฝากธนาคารไว้เฉยๆ คุณก็เสี่ยงเงินลดมูลค่าจาก inflation (เพราะตั้งแต่อเมริกา เลิกอิงค่าเงินกับทองเมื่อ สามสิบปีที่แล้ว มูลค่าเงินลดค่าไปกว่า 90%แล้ว - ดังนั้นจะทำอะไรมันก็เสี่ยงทั้งนั้น..(ความเสี่ยงจริงๆ ก็คือ "เงิน" คุณเข้าใจที่ผมพูดไหมเนี่ย..อย่า "งง" )

ทางแก้ก็คือ คุณต้องเข้าใจ หลักธรรมบ้าง จึงจะสามารถอยู่รอดได้ในสังคม ที่มีภาวะการเงินที่บ้าคลั่งอย่างในปัจจุบัน ..สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ "คุณต้องไม่ยึดมั่นในสิ่งที่มี แล้วคุณจะไม่เสียมัน" (พูดแล้วหลายคน งง แต่มันคือ สัจธรรม) ..เงินจริงๆมันก็เหมือนปลา คุณกำ มันแน่นไป มันก็ตาย ..วิธีการให้มันโต คุณต้องใช้มันทำงาน ให้มันแพร่พันธ์ ไม่ใช่คุณมีปลาอยู่ตัวนึง คุณค่อยๆตัดเนื้อมันกินทีละนิด กำมันซะแน่น ไม่นานมันก็ตาย (ก็เหมือนเงินคุณ คุณเล่นฝากอยู่กับธนาคาร ซื้อแต่พันธบัตร ไม่เคยทำให้มันโต แล้วก็ค่อยๆถอนมาใช้..สุดท้ายมันก็--"ตาย!!"... หมดตูด อิ อิ)

ความเสี่ยงทางการเงินในโลกปัจจุบัน มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณ ..คุณต้องดูสังคมรอบข้าง ปัจจุบันอเมริกาสร้างเงินจนล้นระบบ แล้วเอามาซื้อของจากคนทั่วโลก แต่ประเทศเขา "เงินหาง่าย"--ส่วนประเทศเรา "เงินหายาก" (มันปล้นกันทางอ้อมใช่ไหม ..คุณเพิ่งรู้เหรอครับ!! มันทำมาหลายสิบปีแล้ว) ของไม่จำเป็นของมัน "แพง" ส่วนของจำเป็นอย่างข้าวปลาอาหาร "ถูก"-- "ผมถามหน่อยใครกำหนด" ..ราคามันภาพลวงทั้งนั้น!!

ต่อจากนี้ เมื่อทุกคนตาสว่างขึ้น คนทั่วโลกจะวิ่งเข้าหา "ของจริง" ไม่ใช่วิ่งหา "ของปลอมอย่างในอดีต" ...ของจริง คือ สิ่งที่จำเป็น เรากำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคของข้าวยากหมากแพงของจริง !!--- บริษัททั่วโลก จะต้องเจ๊งกันระนาว ..Asset ต่างๆอย่าง Commodity จากที่เคย "ถูก" มาตลอด (เพราะโดนกดราคาไว้) ..จากนี้โลกร้อน เกิดภัยธรรมชาติทั่วโลก "มันเกิดขึ้นแล้ว และสิ่งที่คุณจะต้องหาก็คือ Asset ที่มันเป็นของจริงไง"

กลับมาที่การลงทุนในหุ้น (หากคุณอยากได้ ก็คือ คุณจะต้องเสียได้) -- "การตกปลาต้องใช้เหยื่อ" คุณต้องเสียเหยื่อ คุณถึงจะได้ปลา เครื่องมือที่ใช้ตกเหยื่อของอเมริกา ก็คือ ( Derivatives ต่างๆ + เงิน )--(จ่ายน้อย พนันเยอะ เขาเรียก leverage สูง) ขนาดสถาบันการเงินของอเมริกาอย่าง Lehman Brother ยังโดนหลอกเองเลย ..นี่แหละเครื่องมือหาเหยื่อทางการเงิน ใช้คำว่า Financial Innovation หลอกให้ งง จริงๆก็คือ "เครื่องมือตกทอง(เงิน)นั่นแหละ" ...ทางแก้ไม่ใช่หนี แต่คุณต้องศึกษามัน

ดังนั้น มองเงิน ที่คุณมี คุณต้องมองใหม่ (ในเมื่อยังไง มันต้องลดค่ามหาศาล ..ผมว่าคุณไม่มีทางเลือก)อย่างแรก คุณต้องลงทุน และคุณก็ต้องมองว่า "มันเสียได้ (เงินมันของนอกกาย ไม่ตายคุณก็หาใหม่ได้ อย่าไปกลัว .. คนส่วนใหญ่ พอมีเงินหน่อย กลัวเสีย "ยิ่งกลัวก็สิ่งเสีย" สุดท้ายก็จนอยู่ดี -- สุดท้ายถ้าคุณไม่อยากจน "คุณจะจน" ..ถ้าไม่กลัวจนคุณจะไม่จน!!)" ต่อมา คุณต้องเข้าใจเครื่องมือทางการเงินต่างๆ และวิธีการลงทุนในแบบต่างๆ

คร่าวๆก็คือ
วิธีแรก แบบลงทุนยาว พวกนี้คือลงทุนที่มุ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจการ ในเมืองไทยแทบไม่มีใครทำได้ และบริษัทก็ไม่ค่อยมีหุ้นแบบที่จะโตในระยะยาวได้ ...ที่พอไหวผมก็เห็น SCC กับ PTT ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง (ดูที่ P/BV Growth ว่ามันโตเท่าไหร่) วิธีนี้ต้องมั่นใจไร้สติ ในหุ้นที่มั่นคงแบบสุดโต่ง (มั่นใจสุดขีด + กิจการสุดมั่นคง) นี่คือหลักการของสำนัก Value Investor

วิธีที่สอง คือ การ Trade ซื้อขายตามจังหวะของ Technical (แบบนี้ต้องมีระบบ "จริงๆระบบไม่ใช่มีแค่ของลุงโฉลก คุณจะใช้ของใครก็ได้" แต่หลักการเดียวกัน คือ ถ้าคุณเล่น Technical คุณต้องมีวินัย ถ้าคุณไม่ใช้ระบบ ตัวคุณเองต้องเป็น "ระบบ" แทน ดังนั้นคุณเองจะต้อง Cut Lost เป็น ...ถ้า"ไม่เป็น"คุณไปเล่นวิธีแรก

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน ท้ายสุดก็มีโอกาส "ทั้งได้ และเสีย" คุณหนีข้อนี้ไม่ได้ ดังนั้น "ต้องเข้าใจ" อย่าไปหลงกับภาพลวงต่างๆ ทุกอย่างขึ้นลงเป็น Cycle ของมัน ..อย่างเงินถ้ามองอย่างเข้าใจ ในมุมเศรษฐศาสตร์ จะรู้เลยว่า จริงๆแล้วเงินก็คือ Commodity ตัวนึง ที่ขึ้นลงตาม Demand & Supply อย่างปัจจุบันที่ค่าเงินลดมูลค่าไปมากๆ ก็เพราะอเมริกาสร้าง Supply พิมพ์เงินอย่างไม่จำกัด และดอลล่าห์เป็นทุนสำรองของโลก และเงินที่หมุนเวียน ..ยังไงคือมันกระทบทั่วโลก ไม่ว่าคุณจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม.. (ทุกๆเงินใหม่ที่เพิ่ม ก็คือการไปลดมูลค่าเงินเดิม)

ท้ายสุดคุณหนีไม่พ้น "ของจริง" ..การที่เราจะสามารถรักษามูลค่าหรือสถานะความเป็นอยู่ของเราได้ เราต้องเข้าใจกลไกของ มูลค่าใน Asset & Commodity แล้วก็โยกเงินของเราไปใส่ใน แต่ละ Commodity ในช่วงที่ Commodity นั้นๆ ราคาถูก แล้วก็ขายตอนที่ Commodity นั้นๆ ราคาแพง "อย่าไปยึดติด กับเงิน ทอง หุ้น ที่ดิน พันธบัตร หุ้นกู้ กองทุน" ให้มองทุกอย่างเป็น Commodity แล้วโยกเงินสวนทางกับความโง่ของเงิน!! ("ความโง่ของเงินคือ มันไหลเข้าหาที่สูง ดังนั้น เจ้าของเงินมักโง่กว่าเงินอีก คือ คุณซื้อแพงตลอด") ..ถ้าคุณฉลาด คุณต้องมองเงินคุณเหมือนน้ำ แล้ววิ่งเข้าสู่ Commodity อันใดก็ได้ ที่ราคาต่ำ จากนั้นก็ขายในราคาสูง แล้วก็เปลี่ยนหมุนไปตาม Cycle

เพราะไม่มี Commodity ตัวใดที่ไม่มี Cycle (และต้องไม่ลืมว่า Commodity ที่ห่วยที่สุดในภาวะปัจจุบัน "คือเงิน" เงินเป็นเพียงตัวเปลี่ยนสถานะ ทาง Commodity เท่านั้น ...ดังนั้นเมื่อใดที่คุณถือเงินไว้มากๆ ผมว่าคุณกำลังฆ่าตัวตาย เพราะเงินคือ Commodity ที่ลดค่าเร็วที่สุดใน Commodity ทั้งหมดในโลก) ...ระวังให้ดี!!

ปล ฺ เขียนเองก็สยองเอง ตอนนี้ผมไปศึกษาค้นคว้าต่อ แล้วจะค่อยๆมาเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ควรอยู่ใน Commodity ตัวไหนดี !!

เริ่มปูทางจากพื้นฐาน (เปิดมุมมอง Monkey Trade ตอนที่ 1)



เรายกตัวอย่างวิเคราะห์ Technical มาหลายครั้งให้ดูเป็นตัวอย่าง ..ทีนี้ถึงเวลาที่เราจะมาเริ่ม ศึกษากันถึง "ที่มา" ของแนวคิดต่างๆของ Monkey Trade ว่า การรวมตัวกันอย่าง งงๆ ระหว่าง "Trader หยง (เซียน Technical) กับ นายแพ้ท (แนวหมัดเมา "เอามันทุกแนว")" ..สรุปแล้วมันเป็นอย่างไร

เรามาเริ่มจาก การดูพื้นฐานบริษัท ซึ่งโดยปกติหากคุณมาแนวทาง Pure Technical "คุณจะไม่ดูพื้นฐานเลย" ซึ่งในความเป็นจริง หากตลาดมีประสิทธิภาพสุดขีด ก็อาจเป็นไปได้ที่เราแทบจะไม่ต้องดูพื้นฐาน "แต่อย่างตลาดหุ้นไทย..เอาเป็นว่าดูสักนิดละกัน เอาแค่เป็นพิธี" (ที่ง่ายสุดก็ www.set.or.th นี่แหละ เขาสรุปงบการเงินอย่างย่อ ใส่ชามให้คุณกินถึงที่ !! )

จากในรูป เป็นงบการเงินสรุป 5 ปี ที่ทาง "เว็บของตลาด SET(www.set.or.th)" เขารวบรวมมาให้แล้ว ..เวลาดูพื้นฐาน ก็ดูว่ากิจการมันโอเคไหม ก็ดูยอดขาย ดูหนี้ ดูกำไร ดูไปเรื่อยจน เมา!!..จากนั้นก็เริ่มมาดูจุดที่สำคัญกัน!!

Dividend หรือ เงินปันผล ..ในตลาดด้อยพัฒนาอย่างบ้านเราจะหวังน้ำบ่อหน้า ผมกลับมองว่า "มันเป็นความหวังที่เลื่อนลอย" ถ้าคุณศึกษาดูดีๆ แล้วหุ้นทุกตัวที่อยู่ในตลาดหุ้นไทย แทบไม่มีตัวใดเลยที่เป็น Super stock (หรือ Global Company)..ในความหมายของ Super Stock ก็คือ กิจการที่มีโอกาสเติบโตอย่างสูง เช่น การมี Brand เป็นที่ยอมรับระดับโลก อย่างในเกาหลีก็เช่น SAMSUNG (ซึ่งบริษัทนี้ถ้าใครรู้ประวัติ จะเติบโตมาจาก Local Brand เล็กๆในเกาหลี แล้วก็พัฒนาสินค้าจนกลายเป็นที่ยอมรับ และก้าวแซง SONY ขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำในตลาดโลก นี่แหละครับ Super Stock ..คือพวกนี้ ใครซื้อหุ้นเขาก็รวยแน่นอน) -- "แต่ในตลาดหุ้นไทยดูแล้วท่าจะยาก!!"

ดังนั้นเอาชัวร์คือ "เลือกกิจการปันผล" เพราะถ้ากิจการไหนไม่ปัน แสดงว่า อย่างแรก ผู้บริหารมันเคี่ยว (บอกว่าเอาไปใช้ลงทุนต่อ) แต่จริงๆเอาไปใช้ส่วนตัว หรือ ผ่องถ่ายกำไรสู่บริษัทย่อย ที่ตัวเองเป็นเจ้าของเต็ม (ซึ่งโดยมาธุรกิจที่ใช้ฝอกกำไรออกไป จะไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ "เรียกการผ่องถ่ายเข้ากระเป๋ากูเอง..แย่จริงๆ"
อย่างสอง คือ กิจการมัน"ห่วย"จริง มันก็เลยปันผลไม่ได้ ..(นี่แหละครับในตลาดหลักทรัพย์บ้านเราถ้าไม่ปันผล ก็มีแค่สองเหตุผลนี้เท่านั้น)

สรุปเลยถ้าหุ้นคุณไม่ใช่หุ้น Super Stock แล้วคุณไม่ปันผล แสดงว่าหุ้นตัวนี้ห่วยแตก!! (และอย่างตลาด SET ณ เดือนสิงหาปี 2010 ผมยังไม่เห็นบริษัทไหนคือ Super Stock สักตัว )..งั้นฟันธงไปเลย ถ้าบริษัทไหนไม่จ่ายปันผลให้ถือว่า เข้าข่ายสองข้อที่กล่าวมา มันคือ"หุ้นเน่า!!" ฟันธงครับ..

(ให้ข้อสังเกตนิดนึงครับ .. เนื่องจากข้อจำกัดเช่นนี้ มันทำให้ตลาดหุ้นไทย ให้ปันผลค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับตลาดเพื่อนบ้าน หรือ อีกนัยเราก็อาจมองว่า "เป็นตลาดที่มีหุ้นราคาถูก" ซึ่งจริงๆก็ใช่ เพราะอย่างตอนนี้(เดือนสิงหาปี 2010) ตลาดเมื่อดูพื้นฐาน และการจ่ายปันผล ผมก็มองว่า มันยังไม่แพง ..แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ คุณต้องดูให้ดีว่าบริษัทในตลาด มีโอกาสเติบโตแค่ไหน เพราะจริงๆแล้วการจ่ายปันผลมากๆ ก็เป็นส่วนที่ลดการเติบโตของกิจการในอีกทางเช่นกัน ดังนั้น เราต้องมองว่าทุกๆหนึ่งบาทที่เขาจ่ายปันผล บริษัทสามารถนำไปสร้างให้ได้ผลกำไรมากกว่าจ่ายปันผลไหม ..อย่าง Microsoft ในอเมริกา คือ ทุกๆบาทที่จ่ายปันผล มันไม่คุ้ม เขาจึงไม่จ่าย ...เอ๋อ แต่เผอิญบ้านเรามันไม่มีบริษัทอย่างนั้น (ผมจึงพูดเผื่อเอาไว้ให้สังเกตจุดนี้ไว้ด้วย) ..แต่ยังไง ณ เวลานี้ใครไม่จ่าย ก็ยังเข้าข่าย สองข้อที่พูดมาอยู่ดีครับ

อย่างไรก็ตามสำหรับ พวกที่ "รักในความเสี่ยง ตามตำรา Hish Risk/High Return" คุณก็สามารถซื้อหุ้น แบบถูกสุดขีด แต่คุณมองว่า ยังไงกิจการถึงเจ๊ง ก็ยังมีสินทรัพย์พอที่จะ Cover ความสูญเสียทั้งหมดได้ "จริงๆก็ค่อนข้างจะเป็นไปได้ยาก เพราะเมืองไทย ถ้าใครเจ๊ง มันไม่สนผู้ถือหุ้น นู่น!!เจ้าของบินไปไหนต่อไหนแล้ว และจับไม่เคยได้..มันขั้นเทพจริงๆ" ...เอาเป็นว่าใครเล่นหุ้นที่ถูกมากๆ และหวัง Turn around ก็เรียกได้ว่า คุณมีคอเดียวนักปั่นในเมืองไทย "ดังนั้นก็ระวัง(คอ)คุณไว้ละกัน High Return มันก็ High Risk" ..ก็ให้รู้ไว้ว่า "อย่าฟุ้ง อย่าเพื้อ ..รู้ว่าเราเล่นอะไรอยู่"นะครับ

ภาพใหญ่ทองในมุมมองของ Monkey Trade



(การนับ Wave ของเราอาจจะไม่เหมือนคนอื่น เพราะเราจะดู ที่อัตรากำลังเข้ามาประกอบด้วย .. ดังนั้น การนับ Elliott Wave แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน "อันนี้แนว Monkey ละกัน" ลองดูครับ!!)

รอบ 1 ใหญ่เราเริ่มนับจากต้นปี 2009 มาลง 2 ใหญ่ที่เดือนเมษายน ..จากนั้น ราคาทองก็วิ่งทำรอบ 3 อย่างใหญ่ (ซึ่งเรามองว่า รอบ 3 ยังไม่จบยังวิ่งต่อไป!!)..ซึ่งใน Wave 3 ใหญ่ ได้แตกออกมาเป็น wave ซ้อนที่เริ่ม 1 ใหม่ เมื่อปลายปี 2009 จากนั้นก็มาจบ Wave 2 ที่ต้นปี 2010 -- ซึ่งในรอบย่อยกำลังวิ่งขึ้นไปทำ Wave 3 เช่นกัน

คือสรุปว่า เรามองภาพใหญ่ของทอง ยังคงเป็นขาขึ้นอีกไกล ..จึงเป็นจังหวะที่น่าสนใจในการเข้าทำกำไร ในขาขึ้น (จุดนี้หากใคร เล่นหาจังหวะ shot ในช่วงสั้นระหว่าง Wave ต้องระวังให้ดี ) เพราะต้องไม่ลืมว่า ภาพใหญ่ของ ทอง ยังคงเป็น Bullish อย่างมาก

ต้องระวังให้ดี (ในส่วนของการซื้อ Physical หรือทองจริง เรายังมองว่า "ยังสามารถซื้อได้" ถึงแม้ตอนนี้คุณไม่ได้ซื้อที่ถูกแล้ว แต่ก็ยังมี Room เหลือให้ราคาขึ้นไปได้อีกมากครับ)

เอาทองเทียบกับค่าเงินสกุลต่างๆมาดูกัน!!


จากกราฟจะเห็นได้ว่า 5 ปี ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสกุลใดในโลก ก็โดน"ทอง"อัดจนน่วม ...ในมุมมองการ Trade ในตลาดต่างประเทศ --- การ Hedge ในเรื่องของค่าเงินถือว่ามีส่วนสำคัญในการทำกำไร อยู่มากพอสมควร!!

อย่างกองทุนที่เล่นๆ Trade หุ้นหรือ Commodity ในต่างประเทศ (การ Hedge ค่าเงินถือว่าสำคัญมากๆ โดยเฉพาะภาวะ Trend อย่างในปัจจุบันที่แนวโน้มค่าเงินของเอเชียมีแนวโน้มที่จะแข็งค่า ในขณะที่แนวโน้มของค่าเงินอเมริกาและยุโรปมีแนวโน้มอ่อนค่า --ดังนั้น มีความเป็นไปได้สูงที่หลายๆกองทุนที่จะ "สะดุดขาตัวเองตกม้าตาย" เพราะกำไรหุ้นแต่ดันมาขาดทุนค่าเงิน "สรุป..คุณอยู่เฉยๆดีกว่า..!!)

แต่เนื่องจาก ความ Bullish ในทอง (หรืออีกนัย คือ ความ Fear อย่างมหาศาลในระบบเศรษฐกิจโลก กดด้นให้ราคาทองพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล "ภาวะขาดความเชื่อมัน มนุษย์จึงวิ่งหาความมั่นคง (ประมาณว่าวิ่งหาของแข็ง..อิ อิ)" ดังนั้นในภาพห้าปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน และมีแนวโน้มต่อไปในอนาคต คือ ทองยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ

ดังนั้น Monkey Trade ก็เลยเอา (กราฟนี้) ราคาทองมาเทียบกับค่าเงินสกุลต่างๆให้ดูเล่นๆ เก็บเป็น Data ครับ(รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม!!)

โอเค!! จับตาดูทองกันต่อไปครับ

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

"หมดยุค" การลงทุนบ้านในอเมริกา


ผมไปเจอบทความนึงใน Web -- "Mother Jones" เกี่ยวกับราคาบ้านในอเมริกา (มันเป็น Chart ของราคาบ้านประมาณร้อยปี "ปรับ Adjust Inflation แล้ว"..มันเป็นตัวเลขที่น่าสนใจทีเดียว!!)

อย่างที่เรารู้ๆกันว่า ตั้งแต่ WW2 เป็นต้นมา ประเทศอเมริกาจะมี The First American Dream นั่นคือ "ทุกคนต้องการมีบ้าน" (จริงๆมันก็ไม่ผิดหรอกนะที่ ทุกคนควรมีบ้าน) ...แต่ปัญหามันก็คือ เมื่อทุกคนต้องการมีบ้านมันก็เกิด Demand มหาศาลในการซื้อบ้าน ..ซึ่งในยุคของ Baby Boomer อย่างที่เรารู้ๆกันว่า บ้านนึงมีลูก 5 คน..( ก็หลังสงคราม เครียด!! ทำไงได้-- ปั๊มลูกดีกว่า ฮึ​ ฮึ)

แต่ถ้าดูจากกราฟจะเห็นได้ว่า ก่อน WW2 ราคาบ้านย่ำเแย่มาก เพราะมันเป็นปัญหาเรื้อรัง มาตั้งแต่ WW1 + Great Depression ส่งผลให้บ้านซบเซาประมาณ 30 ปี ก่อนที่จะเข้าสู่ยุค "Greatest Boom" ของบ้านในยุคแรก

หลังจากที่ราคาพุ่งเกือบเท่าตัว "ตอบรับ ยุคกลุ่ม Baby Boomer ซื้อบ้าน" จากนั้นราคาก็ซึมยาวเกือบ 50 ปี (ตั้งแต่ 1950 - 2000) ซึ่งแม้จะมีช่วงที่บูม 2 ครั้ง ในปี 1970 และปี 1980 แต่ก็เป็นคล้ายๆ Bear Rally มากกว่าเพราะในที่สุดบ้านก็ "ขึ้นแล้วลงมาแตะที่ราคาเดิม" ..เรียกได้ว่า 50 ปี นั้นไม่ใช่ยุคของราคาบ้านที่สดใสเอาเสียเลย!!

และแล้วจากที่บ้านซึมยาวมานาน ...ก็ถึงยุุค Boom ในครั้งที่ 2 เริ่มตั้งแต่ปี 1998 (ถ้าใครจำได้ในยุคนั้นเป็นช่วงของ Dot com เฟื่องฟู และนี่ก็ได้กลายเป็นจุดเร่ิมต้นของการ "จุดพลุ" ราคาบ้านจากนั้นเป็นต้นมา) ..สาเหตหลักของราคาบ้านที่ขึ้น แบบลากยาวมาตั้งแต่ปี 1998 ก็เนื่องจาก คนอเมริการ่ำรวยรวดเร็วในช่วง Dot Com Boom แต่พอปี 2000 "Dot Com Crash!!" แทนที่ราคาบ้านจะลง กลับเกิดภาวะที่ว่า คนอเมริกาเลิกศรัทธาในหุ้น(หนีจากสินทรัพย์เสี่ยง) แล้วหันมาจับ สินทรัพย์ที่มั่นคงอย่าง"บ้าน"แทน (แต่คนอเมริกาลืมไปว่า ทุก Asset มันก็เสี่ยงทั้งนั้น จริงๆแล้วเสี่ยงไม่เสี่ยงมันขึ้นกับว่า คุณเข้าถูกจังหวะหรือเปล่าต่างหาก!!)

แล้วไงต่อ!! ซึ่งหลังจากนั้นอเมริกา ภายใต้การนำของ Alan Greenspan ก็ดึงอเมริกาเข้าสู่ยุคของ easy credit ดังนั้น จำนวน Mortgage บ้านก็เพิ่มเป็นเท่าทวีคุณ "เรียกง่ายว่า ก่อน Sub prime เป็นช่วงที่คนอเมริกา "กู้ซื้อบ้านอย่างบ้าคลั่ง" ..ส่งผลให้เกิด Housing Boom สุดขีดในช่วงเวลาดังกล่าว จนมาแตกเอาก็ตอน Sub Prime !! นี่แหละ

ดังนั้นถ้าดูจาก Chart 100 ปีอันนี้ -- มันกำลังชี้ให้เห็น Trend ว่ามันเป็นไปได้ยากมากๆ ที่ต่อจากนี้ ราคาบ้านจะพุ่งขึ้นอีก (แต่ในกรณีสุดโต่ง อย่างเช่นเกิด Hyper inflation มันก็อาจส่งผลให้ราคาบ้านอาจไม่แย่ เนื่องจาก "มูลค่าเงิน"มันแย่กว่า)..."แต่มองแล้ว ยังไงอเมริกาก็ (ยุคมืด! !) ...(นี่ไง Obama มืดไหม!! ..ขำขำ "ไม่ได้เหยียดสีผิวนะ")

ตอนนี้ผมว่า ไม่ใช่แต่คนอเมริกาหรอกครับที่ งง (เราอยู่เมืองไทยยัง งง เลย) ..ตกลงว่า Asset ไหนจะมากันแน่ ..จากบทความที่แล้วที่ยกราคาทองขึ้นมาให้ดู ซึ่งถ้าเราเอามา cross ดูกับ ราคาบ้าน ก็น่าจะมองว่า "ทอง" น่าจะไปได้ดีกว่า Real Estates ....เอาเป็นว่าดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ ทุกยุคทุกสมัยมันมี Key Asset ที่ทำให้ท่านรวย คือ ถ้าท่านเลือกเอาเงินไปวางใน Asset ที่ถูกตัว ก็ "รวยเละ!!"

อะไรดีน๊า ( "บ้าน+ที่ดิน" / "ทอง" / "น้ำมัน" / "Commodity" / "หุ้น" -- เอ้า..เลือกเอาครับ!!)

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Gold & Inflation ที่แท้จริง



ใน Video เป็นกราฟแสดงให้เห็นทั้งราคาทอง "ก่อน & หลังการ Adjusted Inflation" ในรูปแบบต่างๆ 3 แบบคือ
1. ปรับตาม CPI Inflation (ปี 1980 ราคาทองเคย Peak ทีี่ 2,000 USD/oz.)
2. ปรับตาม "Gold Shadowstats Inflation adjusted" (ปี 1980 ราคาทองเคย Peak ทีี่ 6,000 USD/oz.)
3. ปรับตาม "Median of CPI + Shadowstats"(ปี 1980 ราคาทองเคย Peak ทีี่ 4,000 USD/oz.)
(ซึ่งจุดนี้ อยู่ที่เราจะมองว่า ปัจจัยใดที่เราจะนำมาใส่ในค่า Inflation แต่ที่แน่ๆ ตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา ค่าเงิน US ลดค่าไปอย่างมหาศาล)--"ลองดู Video แล้วคุณจะเห็นว่ามันคืออะไร!!"

ในส่วนของราคา(ก่อนปรับ inflation)ของทอง (USD/oz.) วิ่งจาก $35 ในปี 1970 มาเป็น $1200 ในปี 2010 (ช่วงที่ทองขึ้นแรงจัดๆ ก็คือช่วงปี 1970 -1980 "ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนอย่างหนัก ประกอบกับอเมริกา ยกเลิกการผูกค่าเงิน US กับทอง" (ช่วง 10 ปีนั้นราคาทองวิ่งเกิน 10 เท่าจากราคา $35)..ซึ่งหลังจากนั้นราคาทองไม่ไปไหนเลย วิ่งอยู่ประมาณ $300 เป็นเวลาถึง 20 ปี จากนั้นก็วิ่งขึ้น 4 เท่ามาเป็นประมาณ $1,200 ในปัจจุบัน

คำถามที่เกิดขึ้นคือ ช่วง 20 ปีที่ทองนึ่งเพราะอะไร (ตอบ : เพราะตอนนั้นเศรษฐกิจ Bubble มากๆ และถ้าคุณเข้าใจหลักทุนนิยมคุณจะรู้ว่า Supply ของเงินจะวิ่งเข้าหาที่สูงเสมอ"สวนทางน้ำ..บ้ามักๆ" ดังนั้นช่วงเวลาดังกล่าวเงินไปกระจุกที่ Equity หรือ หุ้น เป็น "The Greatest Bull of Stock Market!!"..ช่วงเวลาดังกล่าวทองเน่ามาก!!)

คำถามที่เกิดขึ้นในใจหลายๆคน ก็น่าจะเป็น "แล้วทองจะวิ่งเมื่อไหร่ !!" คำตอบก็คือ ทองจะวิ่งเมื่อเศรษฐกิจโลกเกิดความผันผวน อย่างปัจจุบันเราเกิดวิกฤตค่าเงินเน่าทั่วโลก "ปัญหาเริ่มมาจาก(ไอ้กัน)ที่สามารถพิมพ์เงินเท่าไหร่ก็ได้ โดยไม่ต้องใช้อะไรค้ำ (ดังนั้นอีกนัยก็คือ US Dollar = แบงค์กงเต๊ก!!) แต่แท้จริงเราต้องเข้าใจลึกไปอีกนึดว่า มันก็ไม่ใช่กงเต็กซะทีเดียว เนื่องจากเงิน US สร้างจาก "หนี้" แต่เป็นหนี้ที่ทั่วโลกยอมรับ ดังนั้น ประเทศทั่วโลกถ้าไม่ใช้ทองก็จะใช้ US Dollar เป็น Reserve ...จน US Dollar กลายเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของเงินที่หมุนเวียนอยู่ทั่วโลก ที่เหลือก็คือยูโร นอกจากนั้นเงินสกุลอื่นๆเล็กเท่ามด (ไม่มีนัยสำคัญ)

ณ เวลานี้ ภาพจริงที่เกิดขึ้น คือ ระบบทุนนิยมตั้งอยู่บนฐานของ "แบงค์กงเต็ก!!" ซึ่งอเมริกาออกโดยใช้หนี้เป็นตัวค้ำ ..ประเด็นสำคัญมันชี้ให้เห็นว่า เงินอเมริกาตอนนี้ผูกติดอยู่ที่ใกล้ปากเหว!! โดยมีเชือกเส้นเดียวรั้งไว้อยู่ "นั่นก็คือเครดิตของประเทศอเมริกา" (ภาพของเงิน ณ เวลานี้จะเห็นได้ว่า ล่อแหลม เพราะวินัยทางการเงินของรัฐบาลประเทศต่างๆ เข้าขั้นแย่ ..อย่างอเมริกาเองก็ตอนนี้หนี้ก็ปาเข้าไปจะ 100% ของ GDP เข้าไปแล้ว.."แต่พี่ ยุ่นปี่(ญี่ปุ่น)พุ่งไป 200% ก็ยังนังทำหน้า คิ๊กขุ อยู่!!" )

สรุปฟันธงว่า "ยังไงแบ็งค์กงเต๊ก ยูเอสดอลล่าห์" ยังไปได้ -- มันไม่เจ๊งแต่ ก็ไม่น่าจะเป็นแบบที่หลายๆคนคิด เช่น Dr.doom ที่บอกว่าค่าเงินยูเอสจะไร้ค่า..... แต่ที่แน่ๆ เราจะต้องเห็นค่าเงินยูเอส อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องแน่นอน ..ทั้งนี้หลักๆก็มาจากการพิมพ์เงิน เพิ่ม Supply อย่างต่อเนื่องจนเงินล้นระบบในปัจจุบัน

กลับมาที่เรื่อง "ทอง" ว่าท้ายสุดมันจะเป็นสิ่งที่ใช้วัดมูลค่าเงินทั้งโลกใช่หรือไม่ (ย้อนภาพก่อนว่า สมัยก่อน(สมมุติ)เงินทั่วโลกมีอยู่ 1,000 ล้าน ทองมีอยู่ 1.6 แสนตัน(จำนวนประมาณการใกล้ความจริง) ..การผูกค่าเงินกับทองย่อมเป็นการ lock ไม่ให้เกิด inflation เพราะเนื่องจาก Supply ของทองมีอยู่อย่างจำกัดและการผลิตทองแต่ละปีไม่เกินปีละ 2,000 ตัน

แต่ในความเป็นจริงๆ Supply ของเงินทั่วโลกที่หมุนเวียนอยู่มันมีจำนวนเท่ากับหลายร้อย Trillion (ถ้าคุณเอา GDP มารวมกันจะมีค่าเท่ากับ 50 trillion ..ตลาด Bond ทั่วโลกรวมกันมีมูลค่าประมาณ 70 trillion..ตลาดหุ้นทั่วโลกมีมูลค่ารวมกันประมาณ 50 trillion(มูลค่าของหุ้นขึ้นลงตามจังหวะ Boom & Bust ..จุดนี้เลยทำให้หลายๆคนที่เห็นจังหวะ สามารถสร้างความรวยนะ!!) ...ส่วนตลาด Derivatives ที่เน่าๆอยู่มีมูลค่ารวมกันถึง 400 trillion!! (ส่วนใหญ่ Derivatives จะซื้อขายกันแบบ OTC -over the counter ทำให้เป็นส่วนที่ลึกลับของเศรษฐกิจ และ Shadow Banking ที่อัดกัน "นัว" แบบเมามันส์)

ประเด็นที่ผมอยากจะให้ดูคือ จำนวนทองที่เป็นตัว Represent มูลค่าของเงินในอดีต มันโตไม่ทันการโตของ Supply ของเงิน --จุดนี้ถ้ามองให้ลึกมันหมายความว่า "ทอง" ในความเป็นจริงได้หลุดออกจากการเป็นตัววัดค่าเงินไปนานแล้ว ซึ่งก็หมายความว่า คุณจะเอาเงินทั่วโลกมาวัดกับราคาทองอย่างในปี 1980 มันทำไม่ได้ตั้งนานแล้ว เพราะถ้าเอามาวัดอย่างนั้น ราคาทองในปัจจุบัน ต้องทะลุ (หมื่นดอลล่าห์ ต่อ OZ. ได้อย่างสบาย) "แต่ก็ไม่แน่นะ ถ้าเกิดเศรษฐกิจมันบ้าๆแล้วคนไร้ที่พึ่ง มนุษย์อาจวิ่งเข้าหาทองแบบสุดโต่งก็เป็นได้"

อย่างมุมมองของ Ken Fisher ซึ่งเป็นกูรู Self-made Billionaire ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับทอง ไว้อย่างน่าสนใจว่า "ทองได้หลุดออกจากการเป็นเครื่องมือ ในการวัดมูลค่าของค่าเงินมานานแล้ว ตอนนี้ทองขึ้นลงอย่างอิสระ ไม่ต่างจาก Commodity ตัวนึง .. แต่จุดที่ดีของทองคือ ไม่ว่ายังไงมันยังคงรักษามูลค่าของมันไว้ได้ใน(ระดับหนึ่ง) แต่ข้อเสียของทองคือ คุณกินมันไม่ได้ (ดังนั้นคนจะซื้อทอง เมื่อเขาอยากจะซื้อทอง ซึ่งไม่ใช่ว่าเขาจำเป็นจะต้องซื้อทอง!! "เอ๋อ!! ผมแปลเป็นภาษาคนให้ว่า ทองมันไม่จำเป็น แต่ราคาขึ้นกับ Demand & Supply ต่างหาก"

Ken Fisher เป็นนักลงทุนคนนึงที่ผมมองเป็น Idol เพราะเขาศึกษาภาพของ Asset ทุกอย่าง แบบชนิดที่เห็นจุดเชื่อมโยง อย่างที่ผมยกตัวอย่างมูลค่าของ หุ้น , Bonds , Derivative หรือ แม้แต่ทองเอง ...จะให้เพิ่ม Real estate และ Commodity อื่นๆเข้าไปด้วยก็ได้ ---"เราต้องเข้าใจว่า Supply ของเงินทั่วโลก ล้วนวิ่งตามโอกาสในการทำไร เปลี่ยนไปตาม Asset Class ต่างๆ ..เราจึงได้เห็น Boom & Bust Cycle ของทุกๆ Asset ที่กล่าวมา ...ไม่มี Asset ใดที่ขึ้นหรือลงตลอดกาล ดังนั้นระวัง !!"

แต่ด้วยเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และ คนทั่วโลกอยู่ในสถานะที่ไร้ที่พึ่ง .."แน่นอน ทองย่อมเป็นหนึ่งใน Asset Class ที่ต้องวิ่งขึ้นอีกอย่างมหาศาล เพราะไม่ว่าจะเป็นค่าเงิน วินัยการคลังของรัฐบาลทั่วโลกที่ย่ำแย่ ซึ่งภาพเหล่านี้ยังคงไม่หายไปง่ายๆ" ...จากนี้ไปจึงเป็นช่วงที่น่าสนใจ ของทอง เนื่องจากมี Demand อย่างมากมายที่วิ่งเข้าหาทอง ..แต่แน่นอน จุดนี้ไม่ใช่ราคาต่ำสุดของทองอย่างแน่นอน และก็ไม่ใช่ราคาสูงสุดเช่นกัน

นักเก็งกำไรอย่างพวกเราชาว Monkey Trade เชื่อว่า มันมี Room ให้ทำกำไรค่อนข้างเยอะ ..แต่อย่างที่ผมบอก เราไม่ให้ข้อมูลที่ทำให้ใคร "หลงงมงาย" ..ข้อดีของการ Trade ด้วย Technical อย่าง Monkey Trade เรายึดหลักของกราฟและสัญญาณการซื้อขายเป็นหลัก ( Trader ที่ดี จะทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง) -- อย่างที่ผมเคยบอกแล้วว่า สัญญาณทาง Technical แม้จะไม่ได้เป็นตัวบอกถึง Demand & Supply ในภาพใหญ่ แต่มันก็เป็นสัญญาณของ Demand & Supply ในด้านการซื้อขาย ที่มีนัยสำคัญ!!

รอบนี้เป็นรอบที่มันส์ของ "ทอง" จะมีนักลงทุนอีกมากมาย "ที่จะรวยจากทอง!!" (ตาดี ได้ ตาร้ายเสีย แต่ถ้าโลภ อย่าลืม -- "เสียหมดตัว!!" ) สวัสดีจ๊า!!




วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Port จำลอง Monkey Trade เปิดแล้ว “Grand Opening!!”



ในที่สุด Port จำลองการ Trade น้ำตาล ของ Monkey Trade ก็ได้ อุบัติ!!ขึ้นแล้วที่ http://www.brocompany.com/ (ฺBroco) “มันคือ Broker ห้องแถว ที่สร้างขึ้นโดย ชาวรัสเซีย (เอ๋อ!! ไม่ใช่ญาติ “ปูติน” แต่เอาเป็นว่ามันเก่ง)

ว่าแต่ไอ้ Broco นี่ถึงจะเป็น โปรแกรมการดูกราฟ Commodity ที่ยอดเยื่ยมที่หนึ่งในโลก แต่อย่าเผลอตัว!! ไปเปิด Port กับเขาล่ะ “ระวังใส่เงินได้ แต่พอจะเอาคืน (จุ้ง)เลย!!” ..เอาเถอะ!! ถือว่าเราเรียนรู้กัน --สรุปว่า Monkey Trade จะใช้ Platform การ Trade ของ Broco นี่แหละมาเป็นตัววัด Performance ของเรา

หยง : “พูดมากน้ำท่วมทุ่งน่ะ สรุปเลยเดี๋ยว ผมจะโชว์ ..ให้เห็นกันไปเลยว่า หมู่ หรือ หมู!!”

ภาววิทย์ : “เบาๆหน่อย หยง เดี๋ยวเขาจะหมั่นไส้กันเสียก่อน สรุปเราเดินไป -- Port ก็เดินไป เรียนรู้กันไป อย่างที่ ชาร์ลี มังเกอร์ กล่าวไว้ว่า เขาชอบศึกษาความล้มเหลวมากกว่า เพราะเขาจะได้รู้ว่า ทางเดินไหนที่เขาจะไม่เดิน" ดังนั้น แน่นอน Port นี้จึงเอาไว้เรียน ไว้รู้ ----“เอ๋อ!! ว่าแต่ หลักการของ Port จำลองของ Monkey Trade จะตั้งอยู่บนพื้นฐานอะไรล่ะ"(คือ หลักการอะไรน่ะ!!)

การบ่มเพาะ ความเก่งมันไม่ได้เริ่มจาก “จำนวนเงิน” แต่มันเป็นการบ่มเพาะ “จิตใจ” ต่างหาก ---ลึกๆแล้วผมว่า “ซามูไร” ทุกคน โดนฟันเกือบหัวแบะ มาแล้วทุกราย “ฉันใดก็ฉันนั้น” การ Trade ย่อมมี วิถีที่ไม่ต่างจากซามูไร คือ “หัวแบะ!!”

หยง : “เอ๋อ!! อะไรวะเนี่ย ซามูไร ..อย่างผมต้อง Dr. Alexander Elder คือ แกได้กล่าวไว้ในหนังสือ Trading for a Living ว่าในการลงทุนนั้น Technical หรือวิธีการ trade มีบทบาทเพียง 10% การบริหารทุน หรือ Money management เป็น 30% และ Psychology หรือ จิตวิทยาในการลงทุน นั้น มีบทบาทสูงสุด นั่นคือ 60% แต่ในภาคปฏิบัติจริง องค์ประกอบแต่ละภาคส่วนของการลงทุนหรือการเทรดจริงนั้นอาศัยความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันในระดับที่ลึกซึ้งมาก.

ยกตัวอย่างเช่น ความเสี่ยง หรือ Risk

หากเราเผื่อ Money Management ในสัดส่วนที่น้อยเกินไป เราจะรู้สึกว่าเสี่ยง และกดดันทันทีเมื่อต้องเปิดสถานะเทรด และอาจส่งผลให้แบบแผนการเทรดที่เราวางไว้ผิดเพี้ยนไป เพราะเราทนแรงกดดันจาก Drawdown หรือ ทนดูกำไรที่ลดลงไปไม่ได้. มันพ่วงกันไปหมดครับ

…( “Money Management” คือ การบริหารสัดส่วนเงินในการลงทุน ..พูดง่ายๆว่า เวลา Trade ให้ฉลาด ไม่ใช่คุณโยนไปทีเดียวหมดทั้งหน้าตัก โดยที่ไม่เผื่อ Room ให้ราคาขึ้นลงเลย (ซึ่งถ้าทำเช่นนั้น โอกาสที่คุณจะโดนให้ Force Sell มีสูง) การ Trade อย่าง Future มันต่างจากหุ้น ตรงที่มันมี gearing สูงจึงต้องเผื่อเงินไว้ให้ cover ความผันผวนเสมอ และนี่คือ Money Management ที่ดีครับ)

แต่เมื่อเราพิจารณาโดยละเอียด. ความเสี่ยงตัวเดียวกันนี่เอง ที่เราสามารถยึดเป็นหลัก และสร้างแบบแผนการเทรดที่ครอบคลุมได้. หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็น Risk-oriented trading strategy ได้. เพราะในการเทรดจริงนั้น อัตราผลกำไร อาทิ เป้าหมายราคา (profit target) เป็นการสมมุติฐานเท่านั้น แต่ราคาจะขึ้นไปถึงจุดนั้นได้จริงหรือไม่ เราไม่มีทางรู้ได้. ในทางกลับกัน ความเสี่ยง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และเป็นสิ่งเดียวที่เราควบคุมได้. สรุปโดยง่ายคือ การเทรดที่มีประสิทธิภาพ คือ การบริหารความเสี่ยง (Risk management) ที่มีประสิทธิภาพนั่นเอง

ป๋าแพทกับผมเชื่อว่า แบบแผนการเทรดที่ดี มีการควบคุมความเสี่ยงที่รัดกุม จะสร้างผลลัพธ์เป็น performance ของ portfolio ที่เติบโตอย่างสม่ำเสมอ ไม่ over-trade ไม่กลายเป็นการพนัน เป็นระบบ และสามารถทำได้จริง และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของ Commodity port จำลอง ของ Monkey Trade ครับ”

ภาววิทย์ : ใช่ๆ Monkey Trade !! มันสุดยอดจริงๆ สรุปว่า ท่านทั้งหลายให้คอยติดตามดู Port จากทาง link ด้านขวามือ ซึ่งเราจะ update ให้ดูเรื่อยๆ (หรือใครอยากเล่น broco วันหลังจะให้ Password ไปดูได้ครับ ..ระหว่างนี้ขอเริ่มสร้าง profile ในการ Trade ก่อน).. “เอาเป็นว่าเราขอเปิดตัว Port จำลองชอง Monkey Trade ณ บัดนี้!!”

“Grand Opening!!”

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Success Formula (ยุค nerd ตื่นทอง!!)




ผมมีความเชื่อว่า "ความสำเร็จ" จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ

อย่างแรก: ความรู้ แปลตรงๆ ก็คือ skill set ในด้านต่างๆ ซึ่งเปรียบเสมือน "เชื้อเพลิง" นั่นเอง

อย่างที่สอง: ความสามารถ คือ การนำความรู้ที่มีนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ พร้อมสร้าง พร้อมต่อยอดในการงาน หรือธุรกิจนั้นๆ ได้

อย่างที่สาม: โอกาส ซึ่งเปรียบเสมือน "ประกายไฟ" จุด ความสามารถ นั้นให้โชติช่วงขึ้นได้ คนสร้างๆ ขาดส่วนประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งไป ความสำเร็จ ก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้

ในการลงทุนก็เช่นกัน. ความสำเร็จ จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยทั้ง ความรู้, ความสามารถ และ จังหวะ (โอกาส) ทีลงตัวอย่างพอดี. มีความรู้ แต่ผิดจังหวะ หรือจังหวะโอกาสมา แต่ขาดความสามารถ นำความรู้ที่มีมาทำประโยชน์ไม่ได้ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ยากครับ.

ความสำเร็จด้านการลงทุน นั้น มักจะพ่วงมาด้วย ความมั่งคั่ง (Wealth) เสมอ ในขณะที่สิ่่งนี้เป็นเสน่ห์หอมหวานดึงดูดคนหมู่มาก (Mass) เข้ามาสู่โลกของการลงทุน มันเปรียบเสมือนกับดัก ที่หลอกล่อให้ส่วนใหญ่ของคนหมู่มาก (พวกนั้น) หมดตัวกลับไป. ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคนส่วนมากมักจะเห็นแต่ โอกาส แต่มักมองข้ามความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในโอกาสนั้นๆ ความเข้าใจ "ความเสี่ยง" นี่แหละครับ. ที่ต้องอาศัยทั้ง ความรู้ ความสามารถ และ X-factor ที่ผมให้ความสำคัญมากอีกอย่างนึงคือ การรู้จักตัวเอง มาประกอบรวมกัน จึงจะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จไป

ในทุกๆ Generation ที่ผ่านมา. ผมศึกษาและสังเกตุเห็นว่า ความสำเร็จ นั้น อาศัยโอกาสที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และความรู้ ความสามารถที่มีเก็บเกี่ยวโอกาส (Seize) นั้นๆ มาได้. ในช่วงเวลาประมาณ 1980-1997 เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นรุ่งโรจน์มาก SET Index ขึ้นไปสูงสุดกว่า 1,600 จุด ใครก็ตามที่เล็งเห็น และเก็บเกี่ยวโอกาสนั้นได้ ร่ำรวยมั่งคั่งได้ไม่ยาก. ถัดมาในช่วงปี 2000-2008 กลับกลายเป็นยุคที่อสังหาริมทรัพย์รุ่งโรจน์ เราเห็นเศรษฐีอสังหาฯ หลายๆ คนก็ในช่วงเวลานี้. แต่หลังจากปี 2008 ที่เกิดการ crash ของฟองสบู่ในตลาดอสังหาฯ รวมถึงปัญหาหนี้ Sub-prime ยุคทองของอสังหาฯ ก็สิ้นสุดลง.

ผมเชื่อว่าอีกทศวรรษที่จะถึงนี้ จะเป็นยุคที่ ทองคำ จะรุ่งโรจน์ ทองคำ จะเป็น Appreciating Asset ไม่ต่างจากหุ้นในยุค 1980-1997 และอสังหาฯ ในยุค 2000-2008 ในขณะที่ Confident level ของค่าเงินทั่วโลกลดต่ำลง. ทองคำ ได้เปลี่ยนสถานะจากโลหะมีค่า เป็นเครื่องมือทางการเงินไปแล้ว. วันนี้โอกาสทองคำ เกิดขึ้นแล้ว Generation นี้จะเห็นเศรษฐีทองคำเกิดขึ้นอีกหลายคน

โจทย์ที่น่าสนใจคือ วันนี้เรามี ความรู้ และ ความสามารถ เพียงพอที่จะเก็บเกี่ยวสร้างความสำเร็จ รวมถึงความมั่งคั่งจาก โอกาสทองคำ นี้แล้วหรือยัง

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

“หนึ่งล้านของ คุณ หยง(Trader ลึกลับ)ล่ะ “มีค่าเท่าไหร่!!



คุณหยง นอกจากจะเป็น Trader อิสระ และก็วิทยากรรับเชิญ แล้ว ..เขายังเป็น Fund Manager ย่อยๆ (สำหรับคนที่สนิทเท่านั้นนะครับ!!) …ด้วยบุคลิคที่ สบายๆ ขาสั้น ความคิดลึกล้ำ บวกกับปฏิบัติธรรม เพื่อฝึกจิต ให้ออกจากความโลภ (แน่นอน การเป็น Trader คุณต้อง Handle กับ Greed (ความโลภ)ให้ได้ ..ไม่งั้นคุณมีโอกาส เสียเงินทั้งหมดที่คุณสร้างมาทั้งชีวิต กับการมั่นใจไร้สติเพียงครั้งเดียวก็ได้!!)

คุณ หยง จะอยู่บ้านบ่อยๆ สบายๆ บางทีก็ชุดขาว นั่งสมาธิ จนเพื่อนบ้านหลงนึกว่า “เพี้ยน!!” พอคุณหยงเล่าจุดนี้ให้ผมฟัง มันทำผม ขำ เกือบขากรรไกรค้าง!! อิ อิ อิ (นี่แหละครับมนุษย์ หากเราแคร์ คนอื่นว่ามองเราอย่างไร มันคงเป็นโลกที่ไร้สาระสิ้นดี … ทำที่ตัวเองมองว่า ทำแล้วสุข “แต่อย่าไปเบียดเบียนใคร” แค่นี้ผมว่า มันเยี่ยมพอแล้ว!!)

สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งในตัวคุณหยงก็คือ “มีผู้ใหญ่ที่สนิท เอาเงินก้อนโต มาให้ คุณ หยง บริหาร…แต่คุณ หยงปฏิเสธ แล้วบอกว่า “มาดูฝีมือผมก่อน เอาเงินก้อนเล็กๆมาให้ผม ผมจะบริหารให้ดู …ถ้าโอเค ค่อยเอาเงินก้อนใหญ่นั้น มาให้ผมบริหาร!!”
ผมถามคุณหยงว่า “ทำไมคุณปฏิเสธเงินก้อนโตล่ะ” คุณหยง : “ผมไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแต่ผม ต้องการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า ..และ (ตัวผมเองด้วย)” …..เอ๊ะ !! (ตัวผมเองด้วย!!) ผมไม่เข้าใจที่คุณพูด คุณหยง!!

คุณหยง : จริงๆแล้ว ผมบริหาร Port ด้วยตัวเอง ถึงตอนนี้ Port ผมไม่ได้ใหญ่มาก ดังนั้น การ Trade และการตัด Cut Loss มันอยู่ในความสามารถของผม …แต่ลองคิดดู ถ้าวันนี้ ผมต้องบริหาร Port ร้อยล้าน การ Trade แต่ละครั้งและการ Cut Loss มันจะให้ความรู้สึกที่ต่างกันมากๆ !! (ดังนั้น เงินก้อนใหญ่ ถ้าผมไม่พร้อม มันจะทำให้การ Trade ของผมผิดพลาด) --นี่แหละ “การมองค่าเงิน จึงมีผลต่อการตัดสินใจในการลงทุน ซึ่งมันหมายถึง กำไรและขาดทุนโดยตรง!!”
ดังนั้น หนึ่งล้านของคุณหยง กับ หนึ่งล้านของผู้ใหญ่ผู้นั้น มันมีค่าต่างกัน

สรุปเลยว่า คุณจะต้องพร้อมและเข้าใจตัวเองก่อนที่คุณจะก้าวต่อไป “ไม่งั้น ความโลภ และ หายนะ มันรอคุณอยู่” --รวยเร็วๆมันอาจหมายถึง “เสียหมดตัวในเวลาต่อมา” ….สิ่งที่ยั่งยืนกว่า คือ ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า “คุณพร้อมหรือยัง!!ต่างหากครับ…”

(รู้เขารู้เขา รบร้อย ชนะร้อย)

จาก “Port ของคุณแม่” สู่ “Port ของภาววิทย์” ต่างกันอย่างไร (ตอนที่ 2 )



จากที่ผมเล่า “Port ของคุณแม่ในบทความก่อน” ตอนนี้ผมถึง “Port ของผม” …Port ของแม่ คือ เงินนอนแบบเสียไม่ได้ หุ้นที่เลือกจึงเป็นหุ้นเสี่ยงต่ำ แต่ Growth ก็ต่ำ เน้นปันผล และก็รอ Jackpot คือ Capital Gain ในช่วง Cycle ขาขึ้นของหุ้นตัวนั้นๆ

จากปีที่ผ่านมา Port ของแม่ผม อาจ Growth น้อย (แน่นอนซื้อหุ้นใน Cycle ขาลง ของกิจการนั้นๆ ย่อม Growth สู้หุ้นที่เขาปั่นกันไม่ได้) …มาดู Port ผม --เริ่มจากที่ผมเข้าใจตัวเองก่อนว่า “ผมจะเล่นอย่างไร จากเงินเดือนที่เหลือแต่ละเดือนจากธนาคารกรุงเทพ”

คือ เงินมันน้อยนิด ดังนั้น ประเด็นที่ผมต้องดูคือ จะทำอย่างไรให้มันขึ้นมากๆ (ถึงมากสุดขีด) …ผมเอาสถิติของตลาดหุ้น ดูการเคลื่อนไหวของหุ้นเด่นๆ ตลอด 30 ปีของตลาดมาดู พบว่า หุ้นที่ขึ้นแบบเยอะมาก ถึงมหาศาล “มันก็หุ้นที่ถูกมากๆ นั่นเอง” ไอ้สาเหตที่ หุ้นมันถูกมากๆก็มีอยู่หลายประการ หลักๆก็คือ มันจะเจ๊ง นั่นแหละ “หุ้นมันถึงได้ถูก” อย่าง CPN เซ็นทรัล นี่เคยไปแตะ 48 สตางค์ต่อหุ้น ช่วงต้มยำกุ้ง ตอนนี้จะ 30 บาทอยู่แล้ว…อย่าง MINT ของไมเนอร์ก็เคยไปแตะ 1 บาท …อย่าง Banpu ที่ตอนนี้จะทะลุ 600 บาท ก็เคยลงไปแตะ 18 บาท…หุ้นเด่นๆอย่าง TTA ก็เคยไปแตะ 70 สตางค์ ”

คุณคิดดูเถอะครับ ผมเห็นราคาหุ้นที่ ผมยกขึ้นมาให้ดู ไปแตะราคานั้น ..ถามหน่อย ผมจะไปบ้าเล่น Banpu ไหม มันจะขึ้นไป 800 เอ๋อ!! ช่างมันเถอะ ผมคนนึงละไม่เอาด้วย!!

ประเด็นต่อไปที่วิเคราะห์ คือ ด้วยฐานเงินเดือนที่น้อยนิด ผมต้องหักภาษีไหม ต้องซื้อ Gain1st ไหม ..ต้องซื้อ RMF/LTF ไหม (เอ๋อ!!คือคนที่ฐานภาษีสูงๆสัก 30 % ก็น่าซื้ออยู่หรอก แต่สำหรับผม มันน้อยมาก จะซื้อไปทำซากอะไร ) สรุปผมมองไปรอบๆ ทั้งเงินฝาก กองทุน พันธบัตร ..สิ่งที่เหมาะกับ Port เล็กๆ อย่างของผมคือ “ 100% ในหุ้นครับ”

หุ้นที่ผมเลือกใส่ Port ผมก็คือ “หุ้นที่เล็ก(ถูกๆ)มันเล็กจนฝรั่งไม่เล่น เพราะเล็กไป เล่นไม่ได้ ติดข้อกำหนดของกองทุน --- ปันผลดี …เพราะกิจการที่ไม่ปันผล ผมมองว่า “ห่วยแตก!!” ไม่ว่าจะเป็น ความห่วยของเจ้าของ หรือ ความห่วยของกิจการก็ตามที ----“หุ้นยังคงถูกอยู่” (คือ ยังไม่มีใครมาปั่น คือบ้านเราตั้งแต่ ต้มยำกุ้ง หุ้นดีราคาถูก ยังกองเกลื่อนตลาด …รอวันนักปั่นกลับมาก็แค่นั้น!!)

ผมเลือก 2 ตัวโยนเข้าไปใน port ผม (ตัวแรก BLA ซื้อตั้งแต่ IPO….อีกตัว cfresh ซื้อตั้งแต่ 3 บาทกว่า) สรุป port ผม ขึ้นกว่าเท่าตัว ในขณะที่ port แม่ผมเพิ่งกำไร ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ (แต่ในระยะยาว port แม่อาจทำกำไรแซง port ผมก็ได้)

จะเห็นได้ว่า ผมไม่ได้เล่น style เดียว เล่นมันทุกแบบ ขอเรียกมันว่า “หมัดเมา!!”

นี่แหละครับ ที่ผมบอกว่า ท้ายสุดคุณจะมีแนวทางการเล่นที่เหมาะกับคุณเอง(ไม่จำเป็นต้องเล่นแนวเดียว เดี๋ยวเซ็งเป็ดตายก่อน!!) นั่นก็เพราะ “เงินและข้อจำกัดของแต่ละคนต่างกัน --(หนึ่งล้านของคุณ ต่างจากหนึ่งล้านของผม ….และหนึ่งล้านของผม ก็ต่างจากหนึ่งล้านของคุณ!!)… จบเรื่อง 1 ล้านครับ!!

การมอง “ค่าของเงิน” (หนึ่งล้านของคุณ กับหนึ่งล้านของผม มีค่าไม่เท่ากัน!!) ทำไม..



ผมนั่งคุยกับหยงถึงประเด็นที่เรา Concern มากๆ นั่นก็คือ Style การลงทุนหรือการ Trade ของคุณ “มันขึ้นอยู่กับ การมองมูลค่าของเงิน ต่างหาก!!) …พูดง่ายๆก็คือ “แต่ละคนมองมูลค่าของเงินต่างกัน” เช่น ถ้าคุณมองว่า 1 ล้านบาท ที่เอามาเล่นหุ้น มันเสียไม่ได้ คุณก็จะเล่นหุ้นแบบเสียไม่ได้ สุดท้ายก็เลยเสียได้ “ขายหมูเสมอ !!”

ในทางกลับกัน อีกคน อาจมองเงิน 1 ล้านบาท เป็นเพียงเศษเงิน “จะเสียก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร.. แหม!! แต่ก็ต้องเดือดร้อนนิดๆล่ะ (จะบอกว่าใครจะไม่รู้สึกก็เพี้ยนไปแล้ว!!) …ประเด็นที่ผมกำลังจะชี้ให้เห็นก็คือ ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเล่นหุ้นวิธีใด มันขึ้นอยู่กับว่า “คุณมอง มูลค่าของเงินก้อนที่เอามาเล่นมากน้อยเท่าไหร่ ต่างหากครับ” ..หลังจากที่คุณรู้แล้วว่า “คุณมองยังไง” คราวนี้คุณก็ค่อยเลือกวิธีการเล่น

วิธีการเล่นหุ้นมีหลายแบบ ..ตั้งแต่ Value Investor ไปจนสุดขั้วของการทำกำไร นั่นก็คือ Trader
หลังจากนั่งลง Chat กันอย่างเข้มข้น ระหว่าง “ภาววิทย์” กับ “คุุณหยง” ก็สรุปได้ว่า “โอเคๆ เราลงความเห็นว่า ทุกคนจะต้องพัฒนา กระบวนท่าที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด “เพราะทุกคนในโลกไม่เหมือนกัน” อ่าฮ้า!! “หมัดเมา” นั่นเอง ที่มันเป็นทางที่เหมาะกับคุณ!!

ย้อนกลับมาที่ประเด็นของ การมองค่าเงิน คุณคิดได้หรือยังว่า “คุณให้ค่า เงินที่คุณจะเอามาลงทุน เท่าไหร่ !!”

อันนี้ผมขอยกประสบการณ์ตรงมาเป็นตัวอย่าง ผมเล่นหลาย Style มากๆ เพราะผมบริหารเงินให้ทั้งครอบครัว ตั้งแต่ คุณแม่ ซึ่งเงินที่คุณแม่ให้ผมมาบริหาร …คือ เงินเก็บของคุณแม่ ทั้งชีวิต(ส่วนหนึ่ง) ที่เสียไม่ได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ (ถูกแล้วครับ Port ของคุณแม่ผม ที่ให้ผมบริหารมันคือ เงิน “โคตรนอน!!”)

ถามหน่อยว่า “ถ้าโจทย์การลงทุนของคุณคือ เงินนอนที่คุณไม่ต้อง แสดง Performance ในระยะสั้น และก็ไม่จำเป็นต้องมองสั้น …สิ่งเดียวที่เจ้าของเงินสนใจก็คือ Performance ในระยะยาว ..คำถามคือ “คุณจะเลือก Style การลงทุนแบบไหนล่ะ!!”
ถูกแล้วครับ!! ข้อจำกัดของเงินทุน “Port คุณแม่ อาจทำให้ Fund Manager ทั่วโลกอิจฉาผม!!” ผมไม่ต้องโชว์ Performance ทุกๆ Quarter ..ดังนั้น สิ่งที่ผมแข่งก็คือ “เงินฝาก กับ พันธบัตรรัฐบาล”

…เป็นไงยากไหมครับ ถ้าเวลานี้ “คุณจะบริหาร Port ให้เสี่ยงน้อยสุดๆ และ Performance ชนะ “เงินฝาก กับ พันธบัตรรัฐบาล” …อิ อิ คำตอบคือ “โคตรจะง่าย!!” ผมก็เริ่มจาก หนึ่ง โยน Port ใส่หุ้น Blue Chip ที่เจ๊งไม่ได้ สอง ปันผลดีกว่า “เงินฝาก กับ พันธบัตรรัฐบาล” สาม ผมก็โยนเข้าไปในกิจการที่อยู่ใน Cycle ขาลง ที่ในอนาคตพอขาขึ้น ผมก็จะได้ Capital Gain อีกเป็น “สองเด้ง !!”

ถ้าผมพูดถึงหุ้นที่ สมัยก่อนเกิด วิกฤตต้มยำกุ้ง …คุณจะหาซื้อหุ้นอะไรที่ตอบโจทย์สามข้อของผม --- (ปันผลชนะพันธบัตร เจ๊งไม่ได้ และอยู่ใน Cycle ขาลง) “ผมตอบให้เลยว่าหุ้นแบบนี้มันไม่มี!!” …แต่คุณรู้ไหม “ตอนนี้มันมี!! ..และหุ้นเหล่านี้นั่นเอง ที่ผมเอาเงินเก็บ Port คุณแม่ ของผมโยนเข้าไป” …ผมบอกคุณแม่ว่า นี่คือ โอกาสทอง

(สมัยตอนช่วง หลังเกิดต้มยำกุ้ง หุ้นถูกจริงแต่ มันไม่ให้ปันผลเลย!! …แต่ตอนนี้หุ้นไม่ถูกมาก แต่ก็ยังถูก -- แต่ที่แน่ๆ กิจการมันไม่ได้ใกล้จะเจ๊ง เหมือนสมัยต้มยำกุ้ง แถมให้ปันผลดีกว่า พันธบัตร)

ทีนี้คุณเข้าใจหรือยังว่า “ผมเลือกหุ้นอะไร ตอบโจทย์ Port คุณแม่” …ง่ายจะตาย !! อิ อิ

วันนี้คุณแม่ นั่งเสียวบอกว่า “ pat แล้วถ้ามันเกิด Double Dip ล่ะ” คำตอบของผมที่ทำให้คุณแม่สบายใจก็คือ “แม่ก็เอาปันผลที่รับๆมาตั้งแต่ ปีที่แล้ว เข้ามาซื้อหุ้นตัวเดิม ที่ราคามันตกลงไปไง …หุ้นถูก ยิ่งซื้อได้ถูก --โคตรกำไร!! มีแต่จะซื้อ

---ของอย่างนี้ ขายก็โง่แล้วครับ …เดี๋ยวพอเศรษฐกิจดี พันธบัตรให้ดอกเบี้ยสูงๆ ผมก็จะขายหุ้นที่ถือทิ้งไป แล้วโยกกลับมาถือพันธบัตรครับแม่!! …ตอนนี้ก็ชิวไป รวย รวย รวย!! “ครับคุณแม่”

“อาชีพอิสระ” อยากทำเงินก็หยิบ Laptop แล้วไปนั่งใน Starbucks!!



หลายคนอาจสังเกตได้ว่า เดี๋ยวนี้ เริ่มมี “คนแปลกๆ นั่งเปิด Laptop กินกาแฟอยู่ที่ Starbucks” ..เราคงนึกกันว่า คนเหล่านี้ว่างงานหรือ !! (แต่ไม่ใช่…บางคนทำเงินหลักแสน หลักล้านต่อเดือน โดยไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร)

“นี่แหละครับ Trader อิสระ(ลึกลับ)” … ผมเจอ “คุณหยง(Yong)” ในงานสัมมนาของ S2M ครั้งนั้น คุณหยงเป็นผู้ฟัง ส่วนผมเป็นวิทยากร …มีรุ่นน้องมากระซิบบอกผมว่า “พี่ๆ งานสัมมนานี้ มี Trader ระดับอาจารย์ใน “โฉลก” มาฟังด้วยนะ

..นั้นแหละคือจุดเริ่มต้นของการโคจรมาเจอกัน กับ “คุณหยง” --- Trader อิสระ และ อาจารย์สอน Trade ขั้น Advance ใน web chaloke ( หยง เป็นลูกศิษย์ ลุงโฉลก นี่แหละครับ … “เดี๋ยวนี้ลุงโฉลก ไม่ได้สอนผมแล้ว -- ท่านให้ผมหมดแล้ว ทุกอาทิตย์เราเจอกัน คุยธรรมะ “เป็น Trader ต้องมีธรรมะ ไม่งั้น เงินเร็ว เงินมาก มันทำให้คุณโลภ ท้ายสุดคุณเก็บมันไว้ไม่ได้หรอก!!” หยง ตอบด้วยหน้าตายิ้มแย้ม (หนุ่มปีลิง ที่ฝึก Trade และ ธรรมะ ควบคู่กัน)

“การ Trade แล้วท้ายสุด คุณจะ Develop Style ของคุณขึ้นมา ..แม้ว่าทุกคนจะเริ่มเรียนด้วยระบบเดียวกันก็ตาม”

เส้นทางของ Trader “Yong”

“Yong” จบสาขา computer จาก Australia แล้วเริ่มเดินบน เส้นทางของ IB (Investment Banker) … ความท้าทายของ “Yong” คือการได้เข้าไปร่วมกับ Energy Fund ที่พยายาม Convert เศษพลาสติกเป็นน้ำมัน ในช่วงขาขึ้นของน้ำมันปี 2008 "ใครๆก็พูดว่า น้ำมันจะทะลุ 200 อย่างแน่นอน!!"

"SHIT!! -- และแล้วนำ้มันก็หักลงไป 30 เหรียญ...(สิ่งที่แน่นอนเหลือหลาย ก็คือความไม่แน่นอน!!)" --และนี่คือ จุดหักเหของชีวิต “Yong” ที่ตัดสินใจลาออก มาเป็น Trader อิสระ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา .."เมื่อตลาดมันเสี่ยงนัก ก็หากำไรจากทั้งขาขึ้นและขาลงไปเลยดีกว่า!!"

ความรู้ในด้านการ Trade ของ “Yong” ค่อยๆบ่มเพาะตั้งแต่เริ่มทำงาน IB เรื่อยมา …และด้วยความมั่นใจของเด็กหนุ่ม “Yong” เริ่ม Trade Commodity เรื่อยมา “อย่างมั่นใจไร้สติ” ..ผลก็คือ “เจ๊ง”

ระหว่างนั้นเอง “Yong” ได้มาพบกับชมรมแห่งนึง ที่ให้ความรู้ในเรื่องของการ Trade Commodity อย่างจริงจัง “ใช่แล้วครับ เขาคือลุงโฉลก ผู้พา “Yong” สู่ Level ใหม่ของความรู้ในด้านการ Trade อย่างแท้จริง

ปัจจุบัน “Yong” กลายเป็น Trader อิสระ และเป็นอาจารย์ที่ให้ความรู้แก่สมาชิกในชมรม เป็นวิทยาทาน สำหรับ นักลงทุนรุ่นใหม่ ที่เข้ามาเรียนรู้เรื่องการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

(ติดตามตอนต่อไป)… “เส้นทางชีวิตของ Monkey Trade” …เดี๋ยว ผมขอไปนั่งแก๋วอยู่แถว Starbucks ก่อน ..อิ อิ

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การไปลงทุนในต่างประเทศ(ทำไง ดีหรือไม่) …เมืองไทย มันยังไงล่ะ !!



ความยากของคนไทย ที่จะไปลงทุนต่างประเทศก็คือ “ประเทศเรามีการ Control ไม่ให้เอาเงินออก!!” …คือกฏแบบนี้ก็ มีในเฉพาะประเทศด้อยพัฒนาเท่านั้นแหละ แต่เผอิญพวกเราโชคดี ก็เพราะกฏห่วยๆนี่ “อ้า!! ใช่แล้วผมบอกว่ากฏบ้านี้มันดี เวลานี้!!” …แต่ที่ดีในเวลานี้ มันไม่ได้หมายความว่า มันจะดีตลอดไป เพราะ ค่าเงิน มันมีการขึ้นลงเป็น Cycle

ถ้าใครยังจำได้ เราย้อนกลับไปช่วงก่อนเกิด “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ช่วงเวลานั้นที่ผมพูดถึง ..ใช่แล้วครับ มันคือ ช่วง Asian Miracle 1 (เวลานั้นเป็นช่วงที่ประเทศไทย อู่ฟู่!! สมัยนั้นผมยังเป็นนักเรียนอยู่เลย และยังจำได้ว่า คนไทยในเวลานั้น บ้า Brand name ขนาดไหน… ใครไม่มีกระเป๋า Louis Vuitton ไม่ได้ใส่นาฬิกา Tac “คุณเชย!!” ช่วงนั้นนักศึกษาสาวบางคน ถึงกับขายตัวแลกกระเป๋ากันเลย!! บ้าชิบ!! คิดได้ไง!!)

หลังจาก Asian Miracle 1 “Crash!!” นายก ชวลิต ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท (เงินบาทมูลค่าลดลงครึ่งนึง) …พูดอีกนัย คือ ถ้าเงินทั้งหมดของคุณอยู่ในไทย --“คุณจนลงทันที 50%” นี่แหละความเสี่ยงของการ Put all the eggs in one basket!! ..เวลาตระกล้าไข่คุณตก ไข่มันแตกหมดครับ!!

กลับมาสู่ประเด็นที่ผมบอกว่า “คุณโชคดี” ก็เพราะเวลานี้ เรากำลังเข้าสู่ยุค Asian Miracle 2 (คือ เอเชีย กำลังอู่ฟู่!! อีกครั้ง) จุดนี้ย่อมหมายความว่า “Cycle ของเงินเอเชีย แพง มันจะกลับมา” …คุณก็เห็นๆอยู่แล้ว ว่า “แค่ตอนนี้บาทมันเริ่มแข็งแล้ว ..หยวนก็แข็ง ..เงินเอเชีย มันเริ่มเกิดอารมณ์!! (เอ๋อ!! ค่าเงินมันแข็งน่ะ อย่าคิดลึก !!)” …ดังนั้น ในไม่ช้าคนเอเชียก็จะ “อยู่เฉยๆแล้วรวยขึ้น” …คำถามคือ คุณจะได้ประโยชน์อย่างไรจากปรากฏการณ์ครั้งนี้ล่ะ!!

มองไปไกลกว่านั้นอีก “ภายหลังจากที่ Asian Miracle 2 “Crash”” ..และเมื่อเวลานั้นมาถึง ไอ้ค่าเงินที่มันขึ้นๆ ก็จะตก “ระเบิด” กลับไปจนเหมือนเดิม ..ผมพูดถึง ถ้าคุณจะกำไรจากมัน คุณควรมี port ลงทุนในต่างประเทศ(บ้าง) เพราะถ้า ในที่สุดแล้ว ค่าเงินมันเกิดปัญหา คุณก็ยังมี Back up (ผมอยากให้เรา มองตัวเราเป็นอุทาหรณ์ การหลงละเริงใน ตลาด Bubble โดยที่ไม่ระวังตัว ท้ายสุด “ซวยกันหมด”) ..แต่คุณรู้ไหมว่าช่วง “ต้มยำกุ้ง” เกือบทุกคนจนลงครับ แต่มี “นักธุรกิจบางคนที่รวยขึ้น” ---ก็คนที่มีเงิน US อยู่ในมือไง!!

เพียงแค่ 5 ปีที่ผ่านมา บ้านผมขาดทุนจาก เงิน Pound เยอะมาก..“ที่ผมพูดถึง หลายคนอาจไม่ได้สัมผัส เพราะคุณอยู่ในเมืองไทย แต่ครอบครัวผมส่ง น้องสาวของผม ไปเรียนปริญญาเอกที่ Exeter University ตอนที่แลกเงินบาท กับ Pound เมื่อห้าปีก่อน Exchange Rate ยังอยู่ที่ 80 บาทต่อ Pound ตอนนี้เหลืออยู่ 50 บาท และแนวโน้มเงิน Pound มันจะลดไปเรื่อยๆ”..โอเคนี่เป็นตัวอย่างที่ เรามองว่า Exchange Rate มันเป็นเรื่องไกลตัว แต่ผมกำลังจะบอกคุณว่า “มันโคตรจะใกล้ตัวคุณ” ตราบเท่าที่ประเทศเรายังต้องค้าขายกับต่างประเทศ (คุณหนีมันไม่ได้ ดังนั้นคุณต้องไม่ตกเป็นเหยื่อ ---ดังนั้น ให้หาประโยชน์จากมันแทน!!)

โอเค ..ผมได้ตอบโจทย์ให้ท่านแล้ว.. นั่นก็คือ การเอาเงินออกไปนอกประเทศ แบบง่ายสุด ก็คือ “ถ้าคุณมีใครในครอบครัวจะเรียนต่อเมืองนอก” แต่นอกจากนี้ มันเป็นเทคนิคมืด … “อ่า!! เล่าไม่ได้ ..อิ อิ”

บทความนี้เขียนขึ้นมาเพื่อให้ท่าน หาโอกาสจาก สิ่งที่คนทั่วไปไม่สน นั้นก็คือ ค่าเงินที่เอเชีย กำลังแข็ง ..ให้เราหากำไรก่อนมันจะ Crash ซึ่งมันเป็น Cycle ไปอีกไม่รู้กี่รอบ …อนาคตเราก็ต้องเจอ Asian Miracle 2 3 4 …และทุกรอบก็จะตามด้วย Crash เสมอ ..คำถามคือ “คุณจะตกเป็นเหยื่อ หรือหากำไรจากมันล่ะ !!”

วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ที่มาของ Monkey Trade



“Monkey Trade” เป็นการโคจรมาเจอกันระหว่าง “คนปีลิง 2 คนที่คลั่งไค้ลในการลงทุน” คนแรกคือ ภาววิทย์ (ฺ Banker & Investor หนุ่ม ผู้ผ่านประสบการณ์ Entrepreneur อย่างโชคเลือด!!ในต่างแดน …ตอนนี้มาคลั่งไค้ลการลงทุนแนว “หมัดเมา!!”) อีกคนก็คือ หนุ่มหยง (นักการเงินสาย Investment Banker และ Entreprenuer สายเทคโนโลยี & พลังงาน)

สิ่งที่ “คลิ๊กกัน” ก็คือ ประสบการณ์ที่มันมา Complement กัน …(มันแย้งกัน!! ว่างั้น) มันจึงทำให้ Monkey Trade เห็นโลกในมุมที่กว้างขึ้น (…เล่นกันคนละแนว แต่คุยกันรู้เรื่อง อ่ะนะ!!)

“Yong” Trader ลึกลับเกิดปีลิง(ธาตุเหล็ก) ความสามารถพิเศษ : สามารถสร้างเงินในชุดนอนได้ (ไม่ใช่ค้าบริการ แต่!! มันคือการ Trading) …ห้องเล็กๆ ที่ Online ตลอดเวลา จอ monitor 4 จอ(แจ๋ว!! กว่า Terminal ของ Bloomberg ที่มีเพียง 3 จอ ..อ่าฮ้า!!) หรือ บางครั้งก็ร้าน Starbucks “กาแฟกับ Laptop”-- เป็น Platform ในการ Trading ของ “Yong” ที่เชื่อมโยงไปยัง Off shore Account ของ Interactive Broker เชื่อมโยงการซื้อขาย ที่มีฐานเงินอยู่ใน “สิงค์โปร์ และ ฮ่องกง”

แต่วันนี้(วันที่ผมไปเยี่ยม War Room ของหยง)-- “Yong” กำลัง Trade หุ้นอย่างเมามันส์ (จริงๆ ..ไม่มีใครเฝ้าจอเหมือนในหนัง Trader หรอกครับ ..ชีวิตจริงมันคือ ความสบายต่างหาก (ดูจอบ้าง เล่นเกมส์บ้าง ดูทีวีนิด กินขนมหน่อย…สักพักก็มีโทรศัพท์สายตรงจากผู้บริหารกองทุนที่สนิทโทรมา “เฮ้!!“คุณ Yong” วันนี้คุณมองว่า TFEX จะเป็นอย่างไร!!”--- นี่แหละที่มันทำให้ผมสนใจ…(“ไม่เบาเลย นะเนี่ย คุณหยง ขนาด Fund Manager ยังโทรมาขอความเห็น!!” หยง : “เฮ้ย!! ไม่ใช่หรอก ก็คุยๆแลกเปลี่ยนมุมมองน่ะ” (หนุ่มหยงตอบอย่างถ่อมตัว) )

การ Trade ของ “Yong” จะเน้นไปที่ Commodity อย่างเช่น น้ำตาล, ทอง , น้ำมัน ,โกโก้ , Wheats ..คืออะไรก็ได้ ที่มันมีโอกาสจะให้ “Yong” ทำเงิน

เป็นความบังเอิญของผม(ภาววิทย์) ก็คือ ได้มีโอกาส ถูกชักชวนจากผู้ใหญ่ที่เคารพให้เข้ามาสู่วงการของ Trader น้ำตาล …ผมได้เข้าไปเรียนรู้การ Trade กับ Plantheon (บริษัท หัวหอกในการ Trading ของกลุ่ม TCC “เสี่ยเจริญนั่นเอง” ..ความสนุกมันอยู่ที่ Trading มันเป็นอะไรที่สุดยอด --โจทย์แรกของการเรียนรู้ของผม ก็คือ “คุณจะทำอย่างไร ให้ผู้ซื้อและผู้ขายน้ำตาลพอใจ!! …ความยากมันอยู่ที่ “ผู้ซื้ออยากซื้อถูก” แต่ “ผู้ขายอยากขายแพง” !! แค่เจอโจทย์อย่างนี้ก็อาจทำให้ “กลายเป็นไก่ตาแตกไปหลายวัน..(งง)”

คำตอบของ Trader ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายพอใจ ก็คือ การใช้ Futures เข้ามาช่วยจัดการ …อ่าฮ้า!! ..ประเด็นมันอยู่ที่แล้ว Futures ที่ว่านี้มันคือ อะไรฟะ!!--- ถึงจุดนี้หลายคนอาจอยากจะออกมาตอบแทนเพราะคันปาก ไอ้ Futures ที่ว่า “มันก็คล้ายกับ Gold Futures ที่บ้านเราเล่นกันเป็นบ้าเป็นหลังนี่แหละ”

อะไรคือ Futures !! แล้ว Monkey Trade จะทำอะไร



มันก็คือการซื้อขายล่วงหน้า …ที่หลายๆคนมองว่า “ซื้อกระดาษนั่นแหละ” …แต่จริงๆแล้ว Futures เป็นเครื่องมือที่สร้างขึ้นมาเพื่อลดความเสี่ยง (ชาวนาบ้านเราพึ่ง การแห่นางแนวขอฝน และก็หวังให้รัฐบาลประกันราคาข้าว ..แต่มันไม่ใช่วิธีที่ต่างชาติเขาเล่น!!)

การเล่น Futures แท้จริงแล้วมันเป็นการประกันความเสี่ยงของ “ผลผลิต” …คือ ถ้าเรามองว่าราคาผลผลิตจะร่วง เราก็ Short เพื่อทำกำไร …ในทางกลับกันหากเรามองว่าราคาผลผลิตจะขึ้น เราก็ long

โดยปกติแล้วการเล่น Futures จะทำโดยฝรั่ง(ในต่างประเทศที่ ทำหน้าที่ดูแล และ Hedging ป้องกันความเสี่ยงของ “ผลผลิต” ที่ซื้อนั่นเอง) …การซื้อขายของ Trading Company จึงเป็นการเข้าไปซื้อผลผลิต เช่น น้ำตาล จากโรงงาน จากนั้น Trading Company ก็ทำการ “Hedging โดยใช้เครื่องมืออย่าง Future ซึ่งส่วนใหญ่ทำในต่างประเทศ”

ความน่าสนใจ มันอยู่ที่ว่า “ในเมืองไทย มีกลุ่มคน ที่มีความรู้ทางด้านการซื้อขาย Futures เป็นอย่างดี อย่าง “Yong” ที่เปิดสถานะการซื้อขายเอง(แต่ Volume เล็กๆนะ) --ใช่แล้วพวกเขาคือ Trader อิสระ ที่อาศัยเพียง เครื่องคอมพิวเตอร์ + Internet ..ทำการซื้อขายสัญญา Futures ทั่วโลก (พวกเขาซื้อขายกระดาษ ซึ่งถ้ามองให้ดี เราอาจจะบอกว่ามันเป็นความเสี่ยงอย่างสุดโต่งเลยทีเดียว ในการซื้อขายโดยที่ไม่มี Physical Back up!!)

แต่สำหรับ คุณ หยง การ Trade Commodity แบบ Pure Paper มันเป็นอะไรที่สบาย เพราะไม่ต้องมาดูแล Physical ที่ยุ่งยากเหมือนกับ Trading Company ทั้งหลาย

ผมมองในมุมของ Trading Company “จุดแข็งของผมคือ Volume นั่นคือปริมาณที่มหาศาล และกำไรแบบไร้ความเสี่ยง” ในขณะที่จุดแข็งของ คุณหยง “คือการทำกำไร จากความเสี่ยงที่ Trading Company มีโอกาส (แต่ไม่ทำ หรือทำน้อย!!)”

วันนี้โรงงานน้ำตาล พึ่ง Trader ฝรั่งในการจัดการ ความเสี่ยงของการขายน้ำตาล ….ประเด็นที่ท้าทาย Monkey Trade คือ “ทำไมต้องฝรั่งฟะ!! คนไทยไม่มีกึ๋นพอหรือ”

และนี่ก็คือ “การจุดประกายความบ้าระหว่าง ภาววิทย์ กับ หยง ร่วมกันก่อตั้งทีม Monkey Trade ขึ้นมาตอบโจทย์ ความบ้าในครั้งนี้ โดยการตั้ง Port จำลองขึ้นมาท้าทายตลาด Commodity !!”
ฮึ ฮึ….Monkey Trade จะรอดไหมเนี่ย (เอาเป็นว่า อีก 6 เดือน ติดตามดูกันครับ!!)

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คุณว่า “Trader” กับ “Value Investor” มันคุยกันรู้เรื่องอะเปล่า!!



ถ้าเทียบว่า Trader เป็น “ขั้วโลกเหนือ” .. Value Investor ก็ต้องเป็น “แก่นกลางโลก” เพราะมันยิ่งกว่าขั่วโลกใต้ ..มันถึงขั้นเดินทางไปไม่ถึง!!

ผมเคยคุยกับทั้ง Value Investor และก็ Trader ตัวเป็นๆ ชนิดเผาขน หลายต่อหลายครั้ง…เอ้า!! ผมจะแถลงไขให้ท่านฟัง!!

Value Investor คือ คนประเภทนึง ที่ไม่ได้มีความสุขจากการใช้เงิน แต่ความสุขอยู่ตรงที่นึกว่าเงินเป็นต้นไม้ “จึงชอบดูมันเติบโต” การเล่นหุ้นของ Value Investor เขาแทบไม่รู้จักคำว่าขาย (เพราะการเข้าซื้อหุ้นของเขา เหมือนการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจการ…ดังนั้น การที่เขาแทบไม่เคยมอง Capital Gain เลย มันทำให้ ไม่ว่าราคาหุ้นจะขึ้นเท่าใด เขาก็แทบไม่เคยขาย (งั้น Buffet ก็อาจจะไม่ใช่ Value Investor ของจริง เพราะดันไปขาย Petro China ทิ้ง…อิ อิ)

…(อย่างเจ้าสัวธนินท์ กับ เจ้าสัวเจริญ ตอนนี้ หุ้นขึ้นกระจาย “รวยเพิ่มสุดขีด”แต่เขาไม่ขาย …คำถามคือเขาเป็น Value Investor หรือเปล่า ) สังเกตไหมครับ ว่าเจ้าสัวทั้งสองเลย limit ของการทำเงินไปแล้ว ดังนั้น การขึ้นลงของหุ้น ไม่ได้ทำให้เขา จิตใจหวั่นไหว แต่อย่างใด เพราะ “มันเลย limit ของการใช้เงิน ..เงินในมุมมองของ เจ้าสัวทั้งสองจึงเป็นเพียงตัวเลข) ..ดังนั้น คนที่จะรวยได้มากจริงๆ ไม่ใช่การเป็นนักลงทุนที่ Focus ใน Capital Gain ..โอเค ปล่อยเจ้าสัวทั้งสองไปเถอะครับ เขาอยู่คนละ level กับเรา..อิ อิ

ความประหลาดของพวก Value Investor คือ “ความมั่นใจอย่างสุดโต่ง ในการตัดสินใจของคนเอง” ซึ่งโดยธรรมชาติของตลาดหุ้น ที่ภายในระยะ 5 ปี ไม่แปลกที่หุ้นตัวหนึ่งๆ จะตกวูบกลับมาเจอ ราคาเดิมเมื่อตลาดตกมากๆ

พูดอีกนัยคือ Value Investor ในช่วงต้นๆของอาชีพ จะเห็น Port ของตัวเอง “ขาดทุน” หรือ “จมน้ำอย่างหน้าตาเฉย” ---“มึงบ้าไปแล้ว…ทำได้ไง --- มันมีน้อยคนนักที่ทำได้” ผมเห็นหลายคนแล้ว บอกว่าตัวเองเป็น Value แต่เอาเข้าจริง พอหุ้นขึ้นลงแรงๆหน่อย “นุ่น..สติแตก!!”

(เอาเป็นว่า คนกลุ่มนี้เรายกให้แล้วปล่อยให้เขาเดินไป ..ตามวิถีของเขา “จริงๆผมก็พยายามจะเป็น Value Investor แต่พยายามทีไร -- ออกมาเป็นหมัดเมาทุกที!!..อิ อิ)

มาถึง วิธีของ Trader (จริงๆผมมองว่า คนไทยส่วนใหญ่ เล่นแนวทางนี้นะ) คือ หลักการมันก็ Make Sense คือ “คุณจะทำกำไรไปกับขาขึ้น let profit run และคุณก็จะต้องไม่อยู่ในหุ้น ในช่วงขาลง…ถูกไหม!!” ฟังดูง่ายแต่พอทำจริงมันไม่ได้เป็นอย่างที่พูด อะดิ!!

ดังนั้น ถ้าเรามาวิเคราะห์กับนิสัยของคนไทยแล้ว จะเห็นได้ว่า “น้อยคนนักที่จะมีความมั่นใจในตัวเองอย่างสุดโต่ง + สามารถเห็น Port ของตัวเองจมน้ำได้” … “ไม่แปลก ที่คนไทยควรจะต้องมาศึกษา Technical อย่างจริงจัง (เพราะมันเป็นอะไรที่สอดคล้องกับ นิสัยของคนไทยมาก!!)

เอาละครับ เราก็พอจะเห็น ภาพคร่าวๆของ “มนุษย์ทั้งสองที่อยู่กันคนละ Specie นั่นเอง” ท้ายสุด ผมก็ยังคงยืนยันว่า “แต่ละคน” ในที่สุด ก็จะ develop “หมัดเมา” ในรูปแบบของตัวเองขึ้นมา (ดังนั้น การเดินตามคนอื่น มันไม่ไช่ทางสำเร็จแน่นอน!! เดินเอง เลือกเองครับ!!)

…. “หมัดเมา..แต่อย่า เมาหมัด (เดี๋ยวซวย…หุ หุ)”

เข้าใจการซื้อขาย Futures ของ “น้ำตาล” (อย่างง่าย)



น้ำตาลจะซื้อขายหลักๆมี 2 ชนิด คือ น้ำตาลดิบ (ตัวย่อ No.11) ซื้อขายที่ New york (“ICE”) ส่วนน้ำตาวขาว (ตัวย่อ No.5) ซื้อขายที่ตลาด London (“Euronext”) จริงๆลึกๆจะมีการซื้อขายแบ่งตามสี ICUMSA แบ่งตามความหวาน Pol และ แบ่งสำหรับญี่ปุ่น J-spex..เอาเป็นว่าคร่าวๆ

การ Trade Futures จะมีหน่วยในการ Trade เป็น “lot” ---(Raw Sugar 1 lot =50.8 ตัน / White Sugar 1 lot = 50 ตัน …เฮ้ย!! ทำไมมันไม่เท่ากัน …ก็พอเอาน้ำตาลดิบไปฟอกมันเลย น้อยลงไง..เฮอะๆ) ….การซื้อขาย Futures จะมีวันหมดอายุ นั่นก็คือ วันส่งมอบ

ดังนั้น การซื้อขาย Futures จะต้องระวังช่วงเวลาที่สัญญาใกล้หมดอายุ เพราะมันจะไม่มีคนมาซื้อต่อ (ไม่มี liquidity นั่นเอง)..คือ ถ้าไม่ระวัง คุณคงต้องขนน้ำตาลกลับไปกินบ้าน ชั่วชีวิต…หุ หุ --- แต่สำหรับ Trading Company เขาต้องทำการส่งมอบ Physical อยู่แล้ว ดังนั้น การซื้อของเขาจึงเป็นการซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยงของราคา ไม่ใช่ “หากำไรอย่าง หนุ่มหยง หรือ พวก Investor ที่เข้ามาเก็งกำไรแบบ Pure Paper”

การซื้อขาย Futures อย่างที่เรารู้ๆกันว่า มันเป็น สินค้าที่มี Leverage สูงมาก (คือ เวลาซื้อคุณแค่วาง Initial Margin “คือ วางไม่เต็มจำนวน” ดังนั้น ในจำนวนเงินที่เท่ากันถ้าคุณกำไรใน Future จะกำไรสูงมากๆ …แต่ถ้าขาดทุนก็ซวยหนักพอๆกัน

ดังนั้น จริงๆแล้วการ Trade Futures คุณต้องวางเงินไว้ พอสมควรเพื่อ Cover ความผันผวนของราคา ( นิดนึง..คือ การซื้อขาย Futures ทุกๆสิ้นวันเขาต้องทำการ Mark to market พูดง่ายๆคือ คุณต้องจ่ายส่วนต่างเป็นเงินสด ถ้า position ของคุณขาดทุน …ผมถึงบอกว่า “คุณจะต้องวางเงินไว้พอสมควร ..ไม่ใช่เล่นหมดหน้าตัก ไม่งั้นถ้าคุณไม่มีเงินมาชำระ Variable Margin คุณจะโดน Force Sale “บังคับขาย Futures Position ที่คุณถือนั่นเอง!!”

โดยปกติ Trading Company จะไม่เสี่ยงเข้ามาเล่น Future มาก( ถ้าจะเล่นเพียงบางครั้งเท่านั้น) เพราะการทำไรของ Trading company อยู่ตรงส่วนต่าง premium ของผู้ซื้อและผู้ขาย …เนื่องจากการซื้อขายของ Trading Company มี Volume เยอะ ดังนั้นแค่กำไรจากส่วนต่างก็เยอะแล้ว

(..โอเค -- นี่ก็คงพอจะเห็นภาพของตลาด Future กันบ้างแล้วนะครับ คราวหน้าจะมาลงลึกกันต่อครับ)

กลไก การซื้อขายของ ธุรกิจน้ำตาล (ซับซ้อน!!)



แค่คิดก็ซับซ้อนแล้ว ระบบการซื้อขาย Sugar Industry …การซื้อขายที่ Trading Company ทุกรายต้องจัดการ มันก็คือ ความยุ่งยากในเชิง Logistic ผนวกกับการที่ต้องเข้าใจโลกของการป้องกันความเสี่ยง การ Hedge น้ำตาล ด้วย Futures

“ธุรกิจน้ำตาลของเมืองไทยเป็นแบบ Seller Market” คือผู้ซื้อต้องง้อผู้ขายนะ (ต้องไปขอให้เขาขาย ..งง ไหมครับ)
ภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. Raw Sugar (น้ำตาลดิบ) และ 2. White Sugar (น้ำตาลขาว)
น้ำตาลดิบซื้อขายกันที่ตลาด New York (คือ คนที่ซื้อน้ำตาลดิบ ก็จะซื้อไปฟอก หรือไป Refine แล้วค่อยขายย่อยต่อไป

อย่างประเทศญี่ปุ่น อย่างที่เรารู้ๆกันว่า ชอบเพิ่มมูลค่า ก็จะซื้อน้ำตาลดิบ “ซึ่งกำหนดเป็น J spex” (แต่บางครั้ง ถ้าใครดูๆ ตลาดน้ำตาลอาจ งง ..เฮ้ย!! ทำไมน้ำตาลดิบ มันแพงกว่าขาว --เฮอะๆ ไม่มีอะรที่เป็นไปไม่ได้ เพราะ โรง Refine ยังไงก็ต้องเดินเครื่อง --อย่างที่บอกว่าตลาดขึ้นแบบ Demand & Supply เป็นหลัก คือ ช่วงไหนคนทำอะไรมากๆ ราคามันก็จะตก (ดังนั้น การอ่านกลไกราคานี่ มันส์มาก!!)

จริงๆ ผมเล่นหุ้น ก็นึกว่า “การเล่นหุ้นที่ซับซ้อนแล้ว แต่ถ้าเทียบกับ Commodity คุณกลายเป็นเด็กไปเลย” เพราะอย่างตลาดหุ้น เราเก็งราคาขึ้นลงก็ปวดหัวแล้ว แต่ตลาด Commodity ทั้งราคาขึ้นลง และไหนจะต้องดู Supply ด้วย เพราะผลผลิตทางการเกษตรมันเป็น Supply ที่มัน “ไม่แน่นอน” --- อย่างบริษัทคุณซื้อหุ้นคุณรู้ว่า ปริมาณหุ้นที่คุณซื้อขายมีเท่าไหร่ แต่ตลาด Commodity คุณต้องอิง “พระเจ้าด้วยนะ !!” ยากไหม !! (ดังนั้น Trader เก่งๆ จะเฝ้าดูอากาศ ดูทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อิงต่อ Supply )

ในส่วนของการซื้อขาย Futures สมัยก่อน มีแต่ “ผู้ซื้อกับผู้ใช้เป็นหลัก” แต่เดี๋ยวนี้มี “Investor + Speculator” กระโดดเข้ามาแจมด้วย ..(คุณ หยง เราก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมแจมด้วย…เท่ห์ไม่เบาเลยนะเนี่ย) แต่ประเด็นมันคือ การเข้ามาของ “นักลงทุน” มันทำให้ตลาดผันผวน (แต่ในอีกมุม ไม่มีนักลงทุนเลย ..ใครจะมาซื้อ Futures คุณถูกไหม!! ดังนั้น นักลงทุนก็เป็นเสมือนหัวใจของตลาดเช่นกัน ..หลักการคือคุณหนีมันไม่ได้ “ก็ต้องเข้าใจระบบ!!”

ปี 2008 ต้นปี น้ำมันกระโดดเตะ 140 เหรียญ/บาร์เรล …ปลายปีแตะ 30 คุณคิดดู มันหมายความว่าอะไร …นี่แหละที่เป็นสาเหตให้ผมกระโดด เข้ามาศึกษา Commodity
“ถ้าคุณหนีมันไม่ได้ หลักการก็คือ คุณต้องเข้าใจมัน!!”

ความฉลาดของ Brazil (น้ำตาลแพงขายน้ำตาล ถ้าน้ำตาลถูกเอาไปทำเป็น Ethanol ขายเป็นเชื้อเพลิงแทน) ..ฉลาดไหม!!



ความฉลาดของ Brazil คือ การเข้าใจจุดแข็งของตัวเอง แล้วหาโอกาสจากจุดนั้น ..Brazil มีเนื้อที่เยอะมาก จึงเป็นการง่ายๆที่สามารถขยาย กำลังการผลิต หรือ Supply ได้อย่างไม่จำกัด

ย้อนกลับไปปี 1994 ประเทศ Brazil ส่งออกน้ำตาลพอๆกับไทย (ประมาณ 4 ล้านตัน) …มาปัจจุบันไทยก็ยังส่งออกอยู่ประมาณ 4 ล้านตัน เท่าเดิม (ลดลงด้วยซ้ำ) แต่ Brazil ปี 2009 ส่งออกน้ำตาล 20 ล้านตัน “มากกว่าเมืองไทยกว่า 5 เท่า”

“ความเจ๋ง” ที่ผมกำลังจะพูดถึง Brazil ก็คือ “เขาขยายอย่างมีเป้าหมาย” คือ แทนที่จะปลูก Sugar Cane เพื่อเป็นน้ำตาลอย่างเดียว “ไม่ใช่!!” (Brazil เอา Sugar Cane แบ่งเป็นครึ่งๆ ครึ่งนึงผลิตน้ำตาล อีกครึ่งผลิตเป็น Ethanol “ถ้าใครศึกษาประเทศ Brazil จะเห็นได้ว่า รัฐบาลเขา สนับสนุนรถ “Flex Fuel” คือสามารถใช้ Ethanol (รถบางรุ่นใช้ถึง Ethanol 100 ด้วยซ้า) …เวลานี้รถส่วนใหญ่เป็น Flex Fuel “จุดนี้ถ้ามองให้ดี เป็นความฉลาดของรัฐบาล ที่สนับสนุน เอาจุดแข็งของตัวเองซึ่งก็คือ อ้อย เอามาเป็น กลจักรในการสร้างอุตสาหกรรมพลังงาน Ethanol ที่แข็งแกร่งของประเทศ)

ดังนั้น ถ้าราคาน้ำตาลแพง Brazil ก็จะเอาอ้อยมาผลิตเป็นน้ำตาลมากหน่อย …แต่ถ้าน้ำมันแพงก็จะมาผลิต Ethanol แทน (จุดนี้ผมมองว่ามันฉลาดจริงๆ ไม่ใช่อย่างเมืองไทย พอน้ำตาลแพง ก็นั่งร้องไห้ …เพราะอุตสาหกรรม Ethanol ของเรายังไม่แข็งแกร่ง ซึ่งจริงๆ เรามีความสามารถจะทำอย่าง Brazil ได้--อันนี้อยู่กับความฉลาดของรัฐบาล!!..งั้นรอไปก่อน)

“ผลผลิตต่อไร่” ประเทศอย่างกัวเตมาลา , Brazil หรือ Australia ใช้เทคโนขั้นสูง ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ 80 -90 ตัน/ไร่ .. แต่พี่ไทยครับขอโทษอยู่ที่ ได้ประมาณแค่ 60 ตัน/ไร่ (จะสู้เขายังไงเนี่ย!!)

นอกจากนี้ “ปัญหาที่ทำกิน” แย่สุดในโลกก็ India ผมเคยอ่าน “Glidlock Economy(เศรษฐกิจติดขัด!!)” ประเด็นนี้แหละใช่เลย คือ ที่ดินถูกซอยกรรมสิทธิ์ เนื่องจากความจน ผลที่ออกมาก็คือ ชาวนา ชาวสวน แต่ละคน มีที่ทำกินน้อย เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนา …ยกตัวอย่าง อินเดียมีเกษตรกร 45 ล้านคน แต่ละคนมีที่ทำกิน 0.1 เฮกเตอร์ …(คุณคิดดูที่เล็ก แบบแมวดิ้น จะให้ใช้เครื่องทุนแรงสมัยใหม่ หรือ ใช้ระบบชลประทานแจ๋วๆ อาจไม่คุ้ม (ไม่แปลกที่ประเทศเหล่านี้ มีผลผลิตต่อไร่ต่ำ)
อย่างเมืองไทยเฉลี่ย 5 เฮกเตอร์ต่อคน ….. ในขณะที่ Brazil 23 เฮกเตอร์/คน…Australia 77 เฮกเตอร์/คน …กัวเตมาลา 50 เฮกเตอร์ต่อคน

เอาเป็นว่า ผมพูดให้เห็นภาพคร่าวๆ ซึ่งตอนนี้ เกษตรกรเรารอ “คนมีความรู้ไปช่วยเหลือ” …ตอนนี้เห็น “วังขนาย” ก็ออกมาบอกว่า ต่อไปจะทำให้ผลผลิตต่อไร่ ของเราทัดเทียมประเทศพัฒนา …ทุกคนก็ภาวนาให้จริงเถิด (เพราะการทำในตลาด Mass มันไม่ง่าย ..จริงไหมครับ…สู้ สู้ “ผู้มีความรู้ + ชาวนาไทย”)

“ตลาดน้ำตาลผูกขาด” กับ “ตลาดเสรี” อะไรดีกว่ากัน นะ!!



เนื้อที่ประเทศไทย 320 ล้านไร่ (เป็นป่าซะ 105 ล้านไร่)

เนื้อที่ถือครอง(ใครถือครอง ..ใครหว่า 86 ล้านไร่ --“เพาะปลูกไม่ได้ เพราะเป็นที่ “ใครหว่า!!”)

เนื้อที่ทางการเกษตร 130 ล้านไร่ (ทำนา (57)/ ข้าวโพด (7.1)/ มันสำปะหลัง (7)/ อ้อย (6.8))…ปัญหาก็คือประเทศไทยมีเนื้อที่ในการเพาะปลูกที่จำกัด รวมทั้งระบบชลประทาน รวมทั้งเครื่องมือ ไม่มีประสิทธิภาพ (จุดนี้รวมถึงเกษตร แต่ละคน มีเนื้อที่น้อยจนไม่คุ้มที่จะใช้เทคโนใดๆ มาร่วมนอกจาก “สองมือที่แข็งขัน..แต่ผลผลิตไม่แข็งแรง!!”

ระบบอุตสาหกรรมไทยเป็นกึ่งระบบผูกขาด (เป็นตลาดที่รัฐบาลอุ้ม) จุดนี้ส่งผลต่อความอืดฉืด และแข่งขันไม่ได้ …การแบ่งนำ้ตาลของไทยจะแบ่งเป็นระบบ โควต้า ก ข ค (โดยโควต้า ก ก็คือการบริโภคภายในประเทศ ..โควต้า ข เป็นโควต้าสำหรับ(อนท.) ใช้เพื่อคำนวณราคาอ้อย ซึ่งใช้การเข้ามาประมูลของ Trader เป็นการดูและกำหนดราคา (หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องมีการกำหนดราคา ..ก็เพราะเวลาขายอ้อย เขาจะขายแบบ ยังไม่ได้กำหนดราคา เนื่องจาก จะต้องใช้โควต้า ข เป็นตัวกำหนดราคา …ส่วนโควต้า ค (ส่งออก)ก็จะใช้ราคาตลาด New york โลกเป็นตัวอ้างอิง)

คุณคิดให้ดี นี่แหละปัญหา คุณใช้ราคาอิงตลาดโลก แต่คุณจำกัด Supply ต้องแบ่งโควต้าในประเทศ “ปกติปัญหามันไม่เกิด เพราะโควต้า ก ตั้งขึ้นมาเพื่ออุ้มอุตสาหกรรมน้ำตาล ..ทำให้เรากินน้ำตาลแพงกว่าตลาดโลกมาช้านาน” …แต่ปัญหามันเกิดคือ ช่วงที่ผ่านมา “ราคาน้ำตาลโลก” มันแพงกว่า “ราคาโควต้า ก” …ไม่ต้องพูดก็รู้ว่า มันต้องมีการแอบลักลอบ เอาน้ำตาลไปขายต่างประเทศ (แค่นี้ก็รู้แล้ว ว่าปัญหาที่ตอนนี้ บ่นๆว่า น้ำตาลมันขาดเพราะอะไร !!)

มาในส่วน โควต้า ค …ก็คือ โควต้าส่งออก ซึ่งตรงนี้แหละที่เปิดเสรี โดย Trader Company จะเข้ามา Handle จัดการในส่วนนี้
ซึ่งพอเอาเข้าจริง “คุณต้องเข้าใจพื้นฐานของมนุษย์อยู่แล้ว” ของมันวิ่งตามราคาอยู่แล้ว ถ้ากำหนดมันก็ “ลงใต้ดิน” ..การกำหนดโควต้า แบบไม่เข้ากลไกตลาด มีแต่จะทำลายตลาด “ผลลัพธ์ก็คือน้ำตาลขาดตลาด ..จะบ้าหรือ!! ไทยเราผลิตเกิน Demand ตั้งมาก จะขาดตลาดได้ไง!! --มันชี้ให้เห็นเลยว่า “ระบบโควต้ามันล้าหลัง !!”

ทุกวันนี้ประเทศพัฒนาแล้ว เขาปล่อยให้ ราคา ขึ้นลงตาม ตลาดโลก …จุดหนึ่งมันทำให้อุตสาหกรรมและคนของเขา มีความรู้ และมีความพร้อมต่อการแข็งขันของ กลไกของทุนนิยม

ทุกวันนี้ทั้งอุตสาหกรรมเราอ่อนแอ ยกตัวอย่างโรงน้ำตาล ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา “หนี้สิน..ยังอิลุงตุงนัง!!” คิดดูโรงงานที่ติดหนี้ ทำเงินมาได้ก็ต้องให้ธนาคาร “ใครมันจะมีกำลังใจทำเต็มที่..เข้าสู่ระบบการผลิตแบบ เช้าชามเย็นชาม” ธนาคารก็ปล่อยให้พังไม่ได้ เพราะ ธุรกิจน้ำตาล Cycle ผันผวน ลองเขาขาขึ้น “รวยกันสุดๆ” …เจ้าของ Real-estate โตๆในเมืองไทย อยู่ในมือ เจ้าสัวโรงน้ำตาลเยอะแยะ อย่างมาเล “โรเบิร์ต กร๊วก” เจ้าของ “โรงแรมแชงกรีล่า”

ฮึม!! อึมครึม … น่าสนใจ ..นี่แหละเสน่ห์ของอุตสาหกรรมน้ำตาล !!

ภาพใหญ่ของ Commodity ตัวต่างๆ

Port จำลอง ( "Trader ลึกลับ หยง" & "Investor หมัดเมา Pat")

Port จำลอง ( "Trader ลึกลับ หยง" & "Investor หมัดเมา Pat")
นี่เป็น Port ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทดลอง ความสามารถในการ Trade ทำกำไรจากตลาด Commodity (น้ำตาล No.11) ซึ่งแน่นอนเป็นการวัด Performance ในระยะยาว ซึ่งเราจะ Update มาใน Link ให้ดูเรื่อยๆครับ

ย้อนรอยตลาดหุ้นไทย 20 ปี "แห่ง Roller Coaster!!"