"ฟรีด้อมเทรดเดอร์"

"ฟรีด้อมเทรดเดอร์"
"การเดินทางของ Commodity Trader กาแฟสักแก้ว และก็กางเกงใน -- สำหรับโกยเงิน และสร้างความนิ่ง"

คุยกับเราใน Facebook (คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกัน สำหรับคนที่มี Facebook)

คุยกับเราใน Facebook (คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกัน สำหรับคนที่มี Facebook)
เป็นเพื่อนกัน (click เลย)... "เข้าสู่โลกของ Monkey Trade กันคร้าบ!!"

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Gold & Inflation ที่แท้จริง



ใน Video เป็นกราฟแสดงให้เห็นทั้งราคาทอง "ก่อน & หลังการ Adjusted Inflation" ในรูปแบบต่างๆ 3 แบบคือ
1. ปรับตาม CPI Inflation (ปี 1980 ราคาทองเคย Peak ทีี่ 2,000 USD/oz.)
2. ปรับตาม "Gold Shadowstats Inflation adjusted" (ปี 1980 ราคาทองเคย Peak ทีี่ 6,000 USD/oz.)
3. ปรับตาม "Median of CPI + Shadowstats"(ปี 1980 ราคาทองเคย Peak ทีี่ 4,000 USD/oz.)
(ซึ่งจุดนี้ อยู่ที่เราจะมองว่า ปัจจัยใดที่เราจะนำมาใส่ในค่า Inflation แต่ที่แน่ๆ ตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา ค่าเงิน US ลดค่าไปอย่างมหาศาล)--"ลองดู Video แล้วคุณจะเห็นว่ามันคืออะไร!!"

ในส่วนของราคา(ก่อนปรับ inflation)ของทอง (USD/oz.) วิ่งจาก $35 ในปี 1970 มาเป็น $1200 ในปี 2010 (ช่วงที่ทองขึ้นแรงจัดๆ ก็คือช่วงปี 1970 -1980 "ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนอย่างหนัก ประกอบกับอเมริกา ยกเลิกการผูกค่าเงิน US กับทอง" (ช่วง 10 ปีนั้นราคาทองวิ่งเกิน 10 เท่าจากราคา $35)..ซึ่งหลังจากนั้นราคาทองไม่ไปไหนเลย วิ่งอยู่ประมาณ $300 เป็นเวลาถึง 20 ปี จากนั้นก็วิ่งขึ้น 4 เท่ามาเป็นประมาณ $1,200 ในปัจจุบัน

คำถามที่เกิดขึ้นคือ ช่วง 20 ปีที่ทองนึ่งเพราะอะไร (ตอบ : เพราะตอนนั้นเศรษฐกิจ Bubble มากๆ และถ้าคุณเข้าใจหลักทุนนิยมคุณจะรู้ว่า Supply ของเงินจะวิ่งเข้าหาที่สูงเสมอ"สวนทางน้ำ..บ้ามักๆ" ดังนั้นช่วงเวลาดังกล่าวเงินไปกระจุกที่ Equity หรือ หุ้น เป็น "The Greatest Bull of Stock Market!!"..ช่วงเวลาดังกล่าวทองเน่ามาก!!)

คำถามที่เกิดขึ้นในใจหลายๆคน ก็น่าจะเป็น "แล้วทองจะวิ่งเมื่อไหร่ !!" คำตอบก็คือ ทองจะวิ่งเมื่อเศรษฐกิจโลกเกิดความผันผวน อย่างปัจจุบันเราเกิดวิกฤตค่าเงินเน่าทั่วโลก "ปัญหาเริ่มมาจาก(ไอ้กัน)ที่สามารถพิมพ์เงินเท่าไหร่ก็ได้ โดยไม่ต้องใช้อะไรค้ำ (ดังนั้นอีกนัยก็คือ US Dollar = แบงค์กงเต๊ก!!) แต่แท้จริงเราต้องเข้าใจลึกไปอีกนึดว่า มันก็ไม่ใช่กงเต็กซะทีเดียว เนื่องจากเงิน US สร้างจาก "หนี้" แต่เป็นหนี้ที่ทั่วโลกยอมรับ ดังนั้น ประเทศทั่วโลกถ้าไม่ใช้ทองก็จะใช้ US Dollar เป็น Reserve ...จน US Dollar กลายเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของเงินที่หมุนเวียนอยู่ทั่วโลก ที่เหลือก็คือยูโร นอกจากนั้นเงินสกุลอื่นๆเล็กเท่ามด (ไม่มีนัยสำคัญ)

ณ เวลานี้ ภาพจริงที่เกิดขึ้น คือ ระบบทุนนิยมตั้งอยู่บนฐานของ "แบงค์กงเต็ก!!" ซึ่งอเมริกาออกโดยใช้หนี้เป็นตัวค้ำ ..ประเด็นสำคัญมันชี้ให้เห็นว่า เงินอเมริกาตอนนี้ผูกติดอยู่ที่ใกล้ปากเหว!! โดยมีเชือกเส้นเดียวรั้งไว้อยู่ "นั่นก็คือเครดิตของประเทศอเมริกา" (ภาพของเงิน ณ เวลานี้จะเห็นได้ว่า ล่อแหลม เพราะวินัยทางการเงินของรัฐบาลประเทศต่างๆ เข้าขั้นแย่ ..อย่างอเมริกาเองก็ตอนนี้หนี้ก็ปาเข้าไปจะ 100% ของ GDP เข้าไปแล้ว.."แต่พี่ ยุ่นปี่(ญี่ปุ่น)พุ่งไป 200% ก็ยังนังทำหน้า คิ๊กขุ อยู่!!" )

สรุปฟันธงว่า "ยังไงแบ็งค์กงเต๊ก ยูเอสดอลล่าห์" ยังไปได้ -- มันไม่เจ๊งแต่ ก็ไม่น่าจะเป็นแบบที่หลายๆคนคิด เช่น Dr.doom ที่บอกว่าค่าเงินยูเอสจะไร้ค่า..... แต่ที่แน่ๆ เราจะต้องเห็นค่าเงินยูเอส อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องแน่นอน ..ทั้งนี้หลักๆก็มาจากการพิมพ์เงิน เพิ่ม Supply อย่างต่อเนื่องจนเงินล้นระบบในปัจจุบัน

กลับมาที่เรื่อง "ทอง" ว่าท้ายสุดมันจะเป็นสิ่งที่ใช้วัดมูลค่าเงินทั้งโลกใช่หรือไม่ (ย้อนภาพก่อนว่า สมัยก่อน(สมมุติ)เงินทั่วโลกมีอยู่ 1,000 ล้าน ทองมีอยู่ 1.6 แสนตัน(จำนวนประมาณการใกล้ความจริง) ..การผูกค่าเงินกับทองย่อมเป็นการ lock ไม่ให้เกิด inflation เพราะเนื่องจาก Supply ของทองมีอยู่อย่างจำกัดและการผลิตทองแต่ละปีไม่เกินปีละ 2,000 ตัน

แต่ในความเป็นจริงๆ Supply ของเงินทั่วโลกที่หมุนเวียนอยู่มันมีจำนวนเท่ากับหลายร้อย Trillion (ถ้าคุณเอา GDP มารวมกันจะมีค่าเท่ากับ 50 trillion ..ตลาด Bond ทั่วโลกรวมกันมีมูลค่าประมาณ 70 trillion..ตลาดหุ้นทั่วโลกมีมูลค่ารวมกันประมาณ 50 trillion(มูลค่าของหุ้นขึ้นลงตามจังหวะ Boom & Bust ..จุดนี้เลยทำให้หลายๆคนที่เห็นจังหวะ สามารถสร้างความรวยนะ!!) ...ส่วนตลาด Derivatives ที่เน่าๆอยู่มีมูลค่ารวมกันถึง 400 trillion!! (ส่วนใหญ่ Derivatives จะซื้อขายกันแบบ OTC -over the counter ทำให้เป็นส่วนที่ลึกลับของเศรษฐกิจ และ Shadow Banking ที่อัดกัน "นัว" แบบเมามันส์)

ประเด็นที่ผมอยากจะให้ดูคือ จำนวนทองที่เป็นตัว Represent มูลค่าของเงินในอดีต มันโตไม่ทันการโตของ Supply ของเงิน --จุดนี้ถ้ามองให้ลึกมันหมายความว่า "ทอง" ในความเป็นจริงได้หลุดออกจากการเป็นตัววัดค่าเงินไปนานแล้ว ซึ่งก็หมายความว่า คุณจะเอาเงินทั่วโลกมาวัดกับราคาทองอย่างในปี 1980 มันทำไม่ได้ตั้งนานแล้ว เพราะถ้าเอามาวัดอย่างนั้น ราคาทองในปัจจุบัน ต้องทะลุ (หมื่นดอลล่าห์ ต่อ OZ. ได้อย่างสบาย) "แต่ก็ไม่แน่นะ ถ้าเกิดเศรษฐกิจมันบ้าๆแล้วคนไร้ที่พึ่ง มนุษย์อาจวิ่งเข้าหาทองแบบสุดโต่งก็เป็นได้"

อย่างมุมมองของ Ken Fisher ซึ่งเป็นกูรู Self-made Billionaire ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับทอง ไว้อย่างน่าสนใจว่า "ทองได้หลุดออกจากการเป็นเครื่องมือ ในการวัดมูลค่าของค่าเงินมานานแล้ว ตอนนี้ทองขึ้นลงอย่างอิสระ ไม่ต่างจาก Commodity ตัวนึง .. แต่จุดที่ดีของทองคือ ไม่ว่ายังไงมันยังคงรักษามูลค่าของมันไว้ได้ใน(ระดับหนึ่ง) แต่ข้อเสียของทองคือ คุณกินมันไม่ได้ (ดังนั้นคนจะซื้อทอง เมื่อเขาอยากจะซื้อทอง ซึ่งไม่ใช่ว่าเขาจำเป็นจะต้องซื้อทอง!! "เอ๋อ!! ผมแปลเป็นภาษาคนให้ว่า ทองมันไม่จำเป็น แต่ราคาขึ้นกับ Demand & Supply ต่างหาก"

Ken Fisher เป็นนักลงทุนคนนึงที่ผมมองเป็น Idol เพราะเขาศึกษาภาพของ Asset ทุกอย่าง แบบชนิดที่เห็นจุดเชื่อมโยง อย่างที่ผมยกตัวอย่างมูลค่าของ หุ้น , Bonds , Derivative หรือ แม้แต่ทองเอง ...จะให้เพิ่ม Real estate และ Commodity อื่นๆเข้าไปด้วยก็ได้ ---"เราต้องเข้าใจว่า Supply ของเงินทั่วโลก ล้วนวิ่งตามโอกาสในการทำไร เปลี่ยนไปตาม Asset Class ต่างๆ ..เราจึงได้เห็น Boom & Bust Cycle ของทุกๆ Asset ที่กล่าวมา ...ไม่มี Asset ใดที่ขึ้นหรือลงตลอดกาล ดังนั้นระวัง !!"

แต่ด้วยเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และ คนทั่วโลกอยู่ในสถานะที่ไร้ที่พึ่ง .."แน่นอน ทองย่อมเป็นหนึ่งใน Asset Class ที่ต้องวิ่งขึ้นอีกอย่างมหาศาล เพราะไม่ว่าจะเป็นค่าเงิน วินัยการคลังของรัฐบาลทั่วโลกที่ย่ำแย่ ซึ่งภาพเหล่านี้ยังคงไม่หายไปง่ายๆ" ...จากนี้ไปจึงเป็นช่วงที่น่าสนใจ ของทอง เนื่องจากมี Demand อย่างมากมายที่วิ่งเข้าหาทอง ..แต่แน่นอน จุดนี้ไม่ใช่ราคาต่ำสุดของทองอย่างแน่นอน และก็ไม่ใช่ราคาสูงสุดเช่นกัน

นักเก็งกำไรอย่างพวกเราชาว Monkey Trade เชื่อว่า มันมี Room ให้ทำกำไรค่อนข้างเยอะ ..แต่อย่างที่ผมบอก เราไม่ให้ข้อมูลที่ทำให้ใคร "หลงงมงาย" ..ข้อดีของการ Trade ด้วย Technical อย่าง Monkey Trade เรายึดหลักของกราฟและสัญญาณการซื้อขายเป็นหลัก ( Trader ที่ดี จะทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง) -- อย่างที่ผมเคยบอกแล้วว่า สัญญาณทาง Technical แม้จะไม่ได้เป็นตัวบอกถึง Demand & Supply ในภาพใหญ่ แต่มันก็เป็นสัญญาณของ Demand & Supply ในด้านการซื้อขาย ที่มีนัยสำคัญ!!

รอบนี้เป็นรอบที่มันส์ของ "ทอง" จะมีนักลงทุนอีกมากมาย "ที่จะรวยจากทอง!!" (ตาดี ได้ ตาร้ายเสีย แต่ถ้าโลภ อย่าลืม -- "เสียหมดตัว!!" ) สวัสดีจ๊า!!




ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น


ภาพใหญ่ของ Commodity ตัวต่างๆ

Port จำลอง ( "Trader ลึกลับ หยง" & "Investor หมัดเมา Pat")

Port จำลอง ( "Trader ลึกลับ หยง" & "Investor หมัดเมา Pat")
นี่เป็น Port ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทดลอง ความสามารถในการ Trade ทำกำไรจากตลาด Commodity (น้ำตาล No.11) ซึ่งแน่นอนเป็นการวัด Performance ในระยะยาว ซึ่งเราจะ Update มาใน Link ให้ดูเรื่อยๆครับ

ย้อนรอยตลาดหุ้นไทย 20 ปี "แห่ง Roller Coaster!!"