"ฟรีด้อมเทรดเดอร์"

"ฟรีด้อมเทรดเดอร์"
"การเดินทางของ Commodity Trader กาแฟสักแก้ว และก็กางเกงใน -- สำหรับโกยเงิน และสร้างความนิ่ง"

คุยกับเราใน Facebook (คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกัน สำหรับคนที่มี Facebook)

คุยกับเราใน Facebook (คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกัน สำหรับคนที่มี Facebook)
เป็นเพื่อนกัน (click เลย)... "เข้าสู่โลกของ Monkey Trade กันคร้าบ!!"

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

"หมดยุค" การลงทุนบ้านในอเมริกา


ผมไปเจอบทความนึงใน Web -- "Mother Jones" เกี่ยวกับราคาบ้านในอเมริกา (มันเป็น Chart ของราคาบ้านประมาณร้อยปี "ปรับ Adjust Inflation แล้ว"..มันเป็นตัวเลขที่น่าสนใจทีเดียว!!)

อย่างที่เรารู้ๆกันว่า ตั้งแต่ WW2 เป็นต้นมา ประเทศอเมริกาจะมี The First American Dream นั่นคือ "ทุกคนต้องการมีบ้าน" (จริงๆมันก็ไม่ผิดหรอกนะที่ ทุกคนควรมีบ้าน) ...แต่ปัญหามันก็คือ เมื่อทุกคนต้องการมีบ้านมันก็เกิด Demand มหาศาลในการซื้อบ้าน ..ซึ่งในยุคของ Baby Boomer อย่างที่เรารู้ๆกันว่า บ้านนึงมีลูก 5 คน..( ก็หลังสงคราม เครียด!! ทำไงได้-- ปั๊มลูกดีกว่า ฮึ​ ฮึ)

แต่ถ้าดูจากกราฟจะเห็นได้ว่า ก่อน WW2 ราคาบ้านย่ำเแย่มาก เพราะมันเป็นปัญหาเรื้อรัง มาตั้งแต่ WW1 + Great Depression ส่งผลให้บ้านซบเซาประมาณ 30 ปี ก่อนที่จะเข้าสู่ยุค "Greatest Boom" ของบ้านในยุคแรก

หลังจากที่ราคาพุ่งเกือบเท่าตัว "ตอบรับ ยุคกลุ่ม Baby Boomer ซื้อบ้าน" จากนั้นราคาก็ซึมยาวเกือบ 50 ปี (ตั้งแต่ 1950 - 2000) ซึ่งแม้จะมีช่วงที่บูม 2 ครั้ง ในปี 1970 และปี 1980 แต่ก็เป็นคล้ายๆ Bear Rally มากกว่าเพราะในที่สุดบ้านก็ "ขึ้นแล้วลงมาแตะที่ราคาเดิม" ..เรียกได้ว่า 50 ปี นั้นไม่ใช่ยุคของราคาบ้านที่สดใสเอาเสียเลย!!

และแล้วจากที่บ้านซึมยาวมานาน ...ก็ถึงยุุค Boom ในครั้งที่ 2 เริ่มตั้งแต่ปี 1998 (ถ้าใครจำได้ในยุคนั้นเป็นช่วงของ Dot com เฟื่องฟู และนี่ก็ได้กลายเป็นจุดเร่ิมต้นของการ "จุดพลุ" ราคาบ้านจากนั้นเป็นต้นมา) ..สาเหตหลักของราคาบ้านที่ขึ้น แบบลากยาวมาตั้งแต่ปี 1998 ก็เนื่องจาก คนอเมริการ่ำรวยรวดเร็วในช่วง Dot Com Boom แต่พอปี 2000 "Dot Com Crash!!" แทนที่ราคาบ้านจะลง กลับเกิดภาวะที่ว่า คนอเมริกาเลิกศรัทธาในหุ้น(หนีจากสินทรัพย์เสี่ยง) แล้วหันมาจับ สินทรัพย์ที่มั่นคงอย่าง"บ้าน"แทน (แต่คนอเมริกาลืมไปว่า ทุก Asset มันก็เสี่ยงทั้งนั้น จริงๆแล้วเสี่ยงไม่เสี่ยงมันขึ้นกับว่า คุณเข้าถูกจังหวะหรือเปล่าต่างหาก!!)

แล้วไงต่อ!! ซึ่งหลังจากนั้นอเมริกา ภายใต้การนำของ Alan Greenspan ก็ดึงอเมริกาเข้าสู่ยุคของ easy credit ดังนั้น จำนวน Mortgage บ้านก็เพิ่มเป็นเท่าทวีคุณ "เรียกง่ายว่า ก่อน Sub prime เป็นช่วงที่คนอเมริกา "กู้ซื้อบ้านอย่างบ้าคลั่ง" ..ส่งผลให้เกิด Housing Boom สุดขีดในช่วงเวลาดังกล่าว จนมาแตกเอาก็ตอน Sub Prime !! นี่แหละ

ดังนั้นถ้าดูจาก Chart 100 ปีอันนี้ -- มันกำลังชี้ให้เห็น Trend ว่ามันเป็นไปได้ยากมากๆ ที่ต่อจากนี้ ราคาบ้านจะพุ่งขึ้นอีก (แต่ในกรณีสุดโต่ง อย่างเช่นเกิด Hyper inflation มันก็อาจส่งผลให้ราคาบ้านอาจไม่แย่ เนื่องจาก "มูลค่าเงิน"มันแย่กว่า)..."แต่มองแล้ว ยังไงอเมริกาก็ (ยุคมืด! !) ...(นี่ไง Obama มืดไหม!! ..ขำขำ "ไม่ได้เหยียดสีผิวนะ")

ตอนนี้ผมว่า ไม่ใช่แต่คนอเมริกาหรอกครับที่ งง (เราอยู่เมืองไทยยัง งง เลย) ..ตกลงว่า Asset ไหนจะมากันแน่ ..จากบทความที่แล้วที่ยกราคาทองขึ้นมาให้ดู ซึ่งถ้าเราเอามา cross ดูกับ ราคาบ้าน ก็น่าจะมองว่า "ทอง" น่าจะไปได้ดีกว่า Real Estates ....เอาเป็นว่าดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ ทุกยุคทุกสมัยมันมี Key Asset ที่ทำให้ท่านรวย คือ ถ้าท่านเลือกเอาเงินไปวางใน Asset ที่ถูกตัว ก็ "รวยเละ!!"

อะไรดีน๊า ( "บ้าน+ที่ดิน" / "ทอง" / "น้ำมัน" / "Commodity" / "หุ้น" -- เอ้า..เลือกเอาครับ!!)

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น


ภาพใหญ่ของ Commodity ตัวต่างๆ

Port จำลอง ( "Trader ลึกลับ หยง" & "Investor หมัดเมา Pat")

Port จำลอง ( "Trader ลึกลับ หยง" & "Investor หมัดเมา Pat")
นี่เป็น Port ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทดลอง ความสามารถในการ Trade ทำกำไรจากตลาด Commodity (น้ำตาล No.11) ซึ่งแน่นอนเป็นการวัด Performance ในระยะยาว ซึ่งเราจะ Update มาใน Link ให้ดูเรื่อยๆครับ

ย้อนรอยตลาดหุ้นไทย 20 ปี "แห่ง Roller Coaster!!"